บทความเกี่ยวกับ “การภาวนา”

ภาวนาเปลี่ยนข้างใน : ความสุขไม่มีลิขสิทธิ์

“การเจริญสติเป็นแกนกลางการอบรมทุกกิจกรรมของเสมสิกขาลัย การภาวนาต้องอยู่ในทุกขุมขนของสิ่งที่เราทำ”

ปรีดา และพูลฉวี เรืองวิชาธร ยืนยันในแนวทางเดียวกัน

ทั้งคู่เป็นกระบวนกร หรือผู้นำการอบรมของเสมสิกขาลัย องค์กรพัฒนาเอกชนที่เป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ทางเลือก ที่ใช้การภาวนาเป็นแกนหลักของทุกกิจกรรมที่ทำ

กระบวนกรทั้งคู่ย้อนความเป็นมาของแนวคิดและแนวทางที่ดำเนินมาให้ฟังว่า  กระบวนการอบรมสร้างการเรียนรู้โดยทั่วไปมักมุ่งแต่ด้านเนื้อหา ใส่ข้อมูลให้เกิดความรู้ผ่านการอ่าน การบรรยาย ซึ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงในระดับหนึ่ง แต่เขาเห็นว่ายังไม่น่าพอใจเพราะนั่นเป็นการรู้แต่ในหัว ซึ่งโดยหลักการทั่วไปทุกคนก็รู้อยู่แล้วว่าเป็นอย่างไร อะไรที่ควรทำ  แต่หากไม่ได้เปลี่ยนมาจากข้างในจิตสำนึกจะไม่ค่อยเปลี่ยน

อย่างเรื่องสิ่งแวดล้อมเรารู้หมดแหละว่าจะลดการทำลายสิ่งแวดล้อมด้วยวิธีไหนได้บ้าง จะดูแลรักษาอย่างไร เห็นชาวบ้านทุกข์ยากก็รู้อยู่ว่าเขาควรได้รับอะไร  เราสนใจประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม แต่ถึงจุดหนึ่งพอมีคนเห็นต่างก็เริ่มอึดอัดจนรู้สึกทนไม่ไหว ไปโจมตีเขา  ทำให้เสมฯ ต้องมานั่งทบทวนว่ามันต้องมีอะไรสักอย่างหายไปหรือเปล่า  ก็พบคำตอบว่าถ้าไม่เห็นข้างในของตัวเอง ไม่ว่าจะรู้อะไรมันก็กลับไปสู่จุดเดิมได้หมด คืนกลับร่องอัตตาเดิม สิ่งสำคัญจึงอยู่ที่การเอาความรู้สึกตัวหรือการมีสติมาเป็นแกนกลางของทุกกิจกรรม  การภาวนาต้องอยู่ในทุกขุมขุนของสิ่งที่เราทำ ภาวนาจึงเป็นพื้นฐานของทุกคอร์สที่เราจัดอบรม

กิจกรรมของเสมสิกขาลัย

เสมสิกขาลัย ก่อตั้งเมื่อปี 2538 เริ่มเปิดอบรมทั้งเรื่องการรู้จักตัวเองและสังคมหลากหลายโครงการมาโดยตลอด ปรีดากับพูลฉวีเริ่มเข้ามาเป็นกระบวนกรให้กับเสมฯตั้งแต่ปี 2546  อาทิ “เป็นมิตรกับตัวเอง” “เผชิญความตายอย่างสงบ” “งานพลังกลุ่มและความสุข” “การสื่อสารอย่างสันติ” “การฝึกทักษะกระบวนกร”เป็นต้น ซึ่งทุกกิจกรรมใช้การภาวนาเป็นแกนหลัก

ใช้การอบรมเป็นเครื่องมือสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้ผู้เข้าร่วมเกิดความเปลี่ยนแปลงภายในตัวเอง ซึ่งจะนำไปสู่การใช้ชีวิตที่มีความสุขมากขึ้น ความทุกข์น้อยลง มีปฏิสัมพันธ์ในทุกระดับด้วยความเข้าใจและผสานกลมกลืนกันมากขึ้น

รวมทั้งถ้ากระบวนการเรียนรู้สร้างการเปลี่ยนแปลงข้างในได้ลึกซึ้ง ก็จะนำไปสู่สำนึกในการดูแลสิ่งแวดล้อมรอบตัว ลดการคุกคามหรือเป็นปฏิปักษ์ต่อธรรมชาติ  กระทั่งกลายเป็นผู้มีส่วนร่วมในการเยียวยาสังคมที่เอารัดเอาเปรียบ มีความเหลื่อมล้ำ สังคมที่มีความทุกข์จากความรุนแรง

นี่เป็นภาพกว้างซึ่งเสมฯ วาดฝันไว้  เชื่อว่ากระบวนการเรียนรู้ผ่านการภาวนาเป็นเครื่องมือสำคัญชุดหนึ่ง ซึ่งถ้าทำให้ถึงจุดเปลี่ยน หรือเกิดการระเบิดจากภายในนั้นได้จะมีผลหลายทาง ตัวเขาเองมีความสุขจากภายใน มีความนิ่งจากภายใน มีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนรอบข้าง สังคม และธรรมชาติอย่างอ่อนโยน ซึ่งเป็นจุดปลายสุดที่เราต้องการ

“ทุกเนื้อหาที่เสมฯ ทำ ทุกกิจกรรมการอบรม ก่อนเริ่มจะมีการทำภาวนา”  พูลฉวีเล่าให้เห็นภาพในภาคปฏิบัติ  “ทั้งผ่านการทำสมาธิ หรือเล่นเกมที่ฝึกสติให้ตื่นรู้ ในแต่ละกิจกรรมมีการเน้นให้เห็นว่าสติและการเห็นตัวเองสำคัญอย่างไร”

“เรียนรู้ผ่านการทำกิจกรรมทำให้เกิดประสบการณ์ตรง”  ปรีดาเสริม “ขณะทำอะไรเพลินๆ เราดึงให้เขาเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น นำเข้าสู่บทเรียนที่ทำให้เห็นจริงว่าสิ่งต่างๆ เกิดมาจากอะไร จะทำให้มองเห็นชัดขึ้น”

ในชีวิตประจำวันปัญหาเกิดจากการปะทะกันของปัจจัยต่างๆ กิจกรรมสะท้อนความจริงเหล่านั้น แล้วคุยกันว่าสิ่งที่ดีและไม่ดีเกิดจากอะไร ก็จะได้เห็นบางอย่างชัดขึ้น เกิดการยกระดับภายในและเดินหน้าฝึกฝนต่อ

 ประสบการณ์ตรงเป็นหัวใจสำคัญจุดหนึ่งที่นำไปสู่การเปลี่ยนคนจากภายใน เพราะถ้าไม่มีประสบการณ์ตรงจะรู้บนฐานความคิดอย่างเดียว ซึ่งเราทุกคนรู้กันหมดอยู่แล้วแต่ยังไม่เกิดผลในชีวิตจริง  จุดสำคัญเราจึงต้องสืบค้นจากประสบการณ์ตรง โดยอาศัยความรู้สึกตัว ซึ่งเป็นการตื่นรู้ในระดับต้น  ความสำคัญของการภาวนาในกระบวนการอบรมจึงมาคู่กันกับประสบการณ์ตรง เพราะในชีวิตจริงก็เป็นเช่นนั้น สติจะเป็นตัวเชื่อมการเรียนรู้มาสู่ประสบการณ์ตรงได้

กระบวนกรนักภาวนาจากเสมสิกขาลัย ลงรายรายละเอียดต่อเนื่องไปถึงเรื่องอื่นๆ ด้วย อย่างเรื่องความสัมพันธ์ หรือการทำงานเป็นทีม ก็ต้องใช้การภาวนาหรือการเจริญสติมาเป็นแกนกลางในการทำให้เห็นตามที่เป็นจริง

 “อย่างการทะเลาะเบาะแว้งกัน บางทีเราก็รู้ว่าเพราะเราฟังเขาไม่ค่อยดี ซึ่งสติจะทำให้เรารู้ว่าถ้าเรานิ่งเงียบและฟัง เราจะมองเห็นว่าเขาพูดมาจากอะไร เห็นแม้กระทั่งตัวตนของเขา ท่าทีของเราระหว่างพูดคุยก็จะเปลี่ยนไปด้วยใจที่นิ่งในระดับหนึ่ง เราจะเห็นตัวเองว่ามีจุดที่เป็นอัตตาอย่างไร คลายอัตตาอย่างไร  พลังงานของอัตตาจะลดลง ความเข้าใจคนอื่นจะเพิ่มมากขึ้น”

“การสื่อสารอย่างสันติไม่ใช่แค่ทักษะหรือคำพูดอ่อนหวาน แต่ต้องออกมาด้วยเจตนาที่จะไม่รุนแรง ต้องการจะสื่อให้เข้าใจตรงกัน”    พูลฉวีช่วยเสริม  “ยกตัวอย่างขณะเดินๆ อยู่แล้วมีคนมาชน เราเจ็บโกรธ แต่ถ้าสื่อสารออกไปโดยไม่รู้ตัว ก็จะแสดงออกด้วยคำพูดหรือท่าทีที่รุนแรงเพราะเรากำลังเจ็บหรือโมโห  แต่ถ้าสื่อสารอย่างรู้ตัวจะเป็นอีกแบบ โดยเฉพาะกับคนใกล้ตัวกระทบกระทั่งกันได้ง่าย การสื่อสารอย่างสันติจะทำให้เราเห็นว่า แม้เราทำไปด้วยความหวังดี แต่หากผ่านวิธีการดุด่าก็อาจไม่ได้ผล  แต่ถ้ามีสติพอจะได้ลองคิดต่อว่าจะสื่อสารอย่างไรที่ไม่ใช้การด่าว่า เพื่อให้เขาเข้าใจและความสัมพันธ์ก็ดีด้วย”

ปรีดาพูดต่อในมุมกว้างออกไปอย่างความขัดแย้งระดับโครงสร้างอำนาจรัฐ

เรารู้ว่าจะช่วยชาวบ้านต่อสู้กับโครงการพัฒนาที่ไม่เป็นธรรม แต่ข้างในเราร้อนรุ่มด้วยความโกรธเกลียดต่อผู้กระทำผู้เอาเปรียบ ถ้าเราเข้าไปเรียกร้องด้วยอารมณ์แบบนี้มันยากมากที่จะเกิดสันติ การภาวนาผ่านกระบวนการแบบนี้ต้องรู้สภาวะภายในด้วย รู้ว่าแม้คนที่กระทำต่อเราก็มาจากเงื่อนไขบางอย่าง เข้าใจและยอมรับเขาตามที่เป็นจริง การเคลื่อนไหวก็จะมีคุณภาพมากขึ้น เราเคลื่อนไหวเท่าเดิม แต่ไม่นำไปสู่ความรุนแรงได้ง่ายๆ  นี่เป็นคำตอบว่าทำไมเรื่องสติภาวนาจึงสำคัญกับทุกเนื้อหาที่เสมฯ ทำ  ให้ภายในนิ่งพอรู้สึกตัวพอ ควบคู่ไปกับการใช้เนื้อหาต่างๆ เข้ามาเชื่อมร้อย

“เราทำงานอยู่ในขบวนการงานพัฒนาเอกชน (NGO) เห็นภาพขบวนการประชาชนที่ทำงานสังคมมีปัญหาการประสานงาน และกรำงานจนตัวเองกรอบ การเคลื่อนไหวแบบซ้ายๆ มีเรื่องตัวตนสูงมาก ยากที่จะก่อเกิดความร่วมมือเพราะมีการแบ่งแยกสูงมาก ก็คิดว่าน่าจะมีการสร้างกระบวนการเรียนรู้ในขบวน มีการสัมมนาอยู่ตลอด แต่เหมือนยังขาดการแบ่งปันในใจ พอได้มาเรียนรู้กิจกรรมของเสมฯ ก็เห็นว่าน่าจะตอบโจทย์นี้”

แนวคิดเรื่องนำการภาวนาเข้ามาอยู่ในการงานและวิถีชีวิตประจำวัน ถูกส่งผ่านกลุ่มเป้าหมายหลักที่เป็น ผู้นำการเปลี่ยนแปลง ที่เสมฯ ชักชวนเข้ามาทำกิจกรรม การฝึกทักษะกระบวนกร (Training for Trainer)

“ให้เขาไปทำต่อ เป็นคนสร้างกระบวนการเรียนรู้ หรือที่เรียกว่า กระบวนกร ทำกับกลุ่มนักพัฒนาเอกชน อาจารย์มหาวิทยาลัยที่ต้องการเปลี่ยนการศึกษาในระบบ เจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐที่ต้องทำงานกับชาวบ้าน ซึ่งตอนนี้น่าจะหมดยุคแล้วที่จะสั่งการจากเบื้องบนหรือเลือกจุดสร้างโครงการขนาดใหญ่โดยพลการ เขาเหล่านี้คุ้นเคยกับการใช้อำนาจรัฐซึ่งพร้อมจะซัดคืน เขาต้องเย็นพอจะฟัง  หากเขาไม่ภาวนาก็พร้อมจะใช้อำนาจเหมือนเดิม”

กระบวนกรของเสมสิกขาลัยทั้งคู่ช่วยกันเล่าผลัดกันเสริม

“ฝึกเป็นกระบวนกรนำกระบวนการเรียนรู้ต้องมีสติเป็นฐาน จึงต้องเรียนรู้ต่อเนื่องอย่างน้อย 5 ครั้ง เจอกันเดือนละครั้งๆ ละ 3-4 วัน  มีเนื้อหา ลองฝึก ประเมิน ฟังเสียงสะท้อน ฝึกซ้ำ จะทำให้เห็นตัวเองว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไร  ระหว่างการเรียนรู้ เขาจะเห็นว่าการมีสติสำคัญอย่างไร  ถ้าไม่มีสติทำกระบวนการไม่ได้ จับประเด็นไม่ได้  หลังอบรมต้องลงพื้นที่ไปทำจริง ซึ่งยากกว่าเพราะถูกท้าทายหนักกว่าในห้องเรียน”

ส่วนในสนามความรู้

  “ในมหาวิทยาลัยแต่ก่อนอาจารย์เคยเป็นผู้กำหนดความรู้ ผลสอบ แต่หลังเรียนรู้การจัดกระบวนการให้การแสวงหาความรู้มาจากการมีส่วนร่วม นักศึกษาอาจท้าทายอำนาจครูได้ ซึ่งถ้าไม่ได้นำการภาวนามาใช้เขาอาจกลับไปใช้วิธีสั่งการ แต่หากได้เริ่มจากการลดอัตตา ครูก็ได้เรียนรู้จากศิษย์”

เขายังสะท้อนเสียงของคนที่เคยสัมผัสเรื่องนี้ด้วยว่า

“พระไพศาล วิสาโล ท่านบอกว่าเป็นการเปลี่ยนร่องความคุ้นเคยเดิม จะทำให้เปลี่ยนบางอย่างได้  หมอที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชหล่มเก่าบอกว่าทักษะที่ได้จากการอบรมกลายเป็นเรื่องรอง จุดใหญ่คือเปลี่ยนชีวิตเลย  เพราะในกระบวนการมันมีการกระทบอัตตากันตลอดและต่อเนื่อง หมอท่านนั้นบอกว่ามันถึงขั้นเป็นทักษะชีวิตว่าจะปฏิสัมพันธ์กับคนและธรรมชาติอย่างไร จะอยู่กับครอบครัวหรือทำงานร่วมกันให้ดีอย่างไร และเผชิญขาขึ้นขาลงของชีวิตอย่างไร”

ขณะที่กระบวนกรผู้นำการอบรมของเสมสิกขาลัยที่ทั้งคู่ก็สารภาพว่า ไม่ใช่แต่ผู้เข้ารับการอบรมที่เกิดความเปลี่ยนแปลง  แต่สิ่งนั้นเกิดกับคนทำกระบวนการด้วย

“เปลี่ยนเยอะมาก จากคนใจร้อนก็รู้จักเย็นลง รู้จักฟังคน เมื่อก่อนเอาแต่ใจตัวเอง เพื่อนยังทักว่าเราเปลี่ยนไปเยอะมาก  ตอนนี้เราใส่ใจ รับฟัง ประสานคนอื่น อะไรที่เป็นความขัดแย้งก็ลดน้อยลง  รู้สึกว่าเราเติบโตจากการเรียนรู้และพัฒนาข้างในขึ้นมาเยอะมาก ทำให้ชีวิตนิ่งขึ้นและมีความสุขมากขึ้น” พูลฉวีสะท้อนตัวเอง

 

ปรีดา เรืองวิชาธร กระบวนกรผู้นำการฝึกอบรมของเสมสิกขาลัย

ขณะที่ปรีดาพูดถึงตัวเองว่า

ยิ่งทำก็ยิ่งมีผลกับตัวเอง เพราะกว่าจะทำสิ่งนี้ได้ต้องมีการเปลี่ยนผ่านในตัวเองก่อน ต้องทดลองกับตัวเองมาทั้งหมด ทำและสอนตัวเองก่อน เพราะเราก็มีจุดติดขัดในชีวิตเยอะ กระบวนการนี้เป็นการสืบค้นภายในตัวเองหลายๆ อย่าง จนรู้สึกว่าเห็นตัวเอง ที่เหลือคือการแบ่งปัน

ทุกวันนี้นอกจากให้การฝึกอบรม เขายังตั้งต้นสะสมองค์ความรู้ไปพร้อมกันด้วย  นับจากเรียนรู้กับวิทยากรชั้นนำจากต่างประเทศที่เสมสิกขาลัยเชิญมาแบ่งปันความรู้ตั้งแต่ยุคที่เรื่องนี้ยังเป็นสิ่งใหม่มากในสังคมไทย บางส่วนได้มาจากการค้นคว้าและการอ่าน การลองผิดลองถูก รวมทั้งจากผู้มาเรียน  ซึ่งเขาเปรียบว่า เป็นผู้โยนโจทย์โยนองค์ความรู้เข้ามา กระบวนกรต้องมี “กล่อง”ใบใหญ่มารับไว้

“องค์ความรู้มาจาการสรุปบทเรียน กลายเป็นการสั่งสม  ยิ่งทำกับกลุ่มที่แตกต่างหลากหลายยิ่งได้พบ ไม่หยุดนิ่งไม่ตายตัว”

ในกาลข้างหน้าเขาหมายมั่นจะทำเรื่องนี้ให้แข็งแรงขึ้นในสังคมไทย มีองค์ความรู้เป็นของสาธารณะที่ทุกคนสามารถนำไปใช้กับทุกภาคส่วนได้ โดยไม่ผูกขาดว่าเป็นองค์ความรู้ของเขาหรือของใคร

ให้เป็นเครื่องมือหนึ่งที่นำคนเข้าถึงสติและความรู้สึกตัวได้

เพราะความสุขไม่มีลิขสิทธิ์

 

( ขอบคุณภาพจากเสมสิกขาลัย)

ร่วมแบ่งปันเรื่องราวดีๆ...

โคริงกะ…มองเห็นใจตนเองผ่านการจัดดอกไม้สไตล์ญี่ปุ่น

“การจัดดอกไม้แบบโคริงกะเป็นเรื่องของการพัฒนาจิตวิญญาณที่อยู่ด้านใน เราจึงต้องเริ่มจากตัวเราเองก่อน ตั้งแต่ฝึกฝนวิธีจัดดอกไม้จนเห็นการสื่อสารของพืชและเห็นคุณประโยชน์ที่ได้รับจากการจัดดอกไม้ จนกระทั่งเราเริ่มเกิดความมั่นใจว่าพลังธรรมชาตินั้นยิ่งใหญ่และสามารถช่วยทำให้คนมีความสุขได้ เราจึงขยับขึ้นมาเป็นวิทยากรสอนคนอื่นต่อไป”

อาจารย์รัตนาภรณ์ ศรีอร่ามมณี หรือครูนุช อธิบายถึงหัวใจสำคัญของการจัดดอกไม้แบบโคริงกะด้วยรอยยิ้มสดใสพร้อมทั้งอธิบายถึงความหมายของคำว่า “โคริงกะ” โดยละเอียดว่า “โค”แปลว่า แสงสว่าง, “ริง” แปลว่า วงกลม ส่วนคำว่า “กะ” มาจากคำว่า ดอกไม้ เมื่อนำสามคำมารวมกันจึงแปลได้ว่า “ดอกไม้แห่งแสงสว่าง”

คุณโมกิจิ โอกาดะ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิเอ็มโอเอไทยเป็นผู้บัญญัติคำว่า “โคริงกะ” ขึ้นมาเป็นคนแรก โดยท่านกล่าวไว้ว่า ความงามที่เรามองเห็นในธรรมชาติไม่ใช่เป็นเพียงแค่ความงามทางสายตา แต่เป็นพลังธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่สามารถเยียวยาจิตใจของมนุษย์ได้ เพราะเมื่อครั้งท่านยังมีชีวิตอยู่ ท่านเคยผ่านความทุกข์มามากมาย จึงเริ่มแสวงหาทางเยียวยาจากธรรมชาติด้วยการเริ่มต้นจัดดอกไม้ที่ปลูกไว้ในบ้าน ทำให้ค้นพบว่าพลังธรรมชาติสามารถช่วยให้ผ่านพ้นความทุกข์ได้ ท่านจึงนำประสบการณ์นั้นมาช่วยคนอื่นให้พ้นทุกข์และมีความสุขโดยเผยแพร่การจัดดอกไม้ออกไป

อ่านต่อ…

ร่วมแบ่งปันเรื่องราวดีๆ...

แผนที่สู่ความสุขบนเส้นทางนพลักษณ์

ช่วงหนึ่งของชีวิตก่อนได้เจอนพลักษณ์ อัญชลี อุชชิน บอกว่าเธอรู้สึกบางช่วงเหมือนตัวเองเป็นคนบ้า  มักหงุดหงิดกับเรื่องเล็กๆ แค่เดินเข้าบ้านมาแล้วแม่ถามว่าวันนี้เป็นไงบ้าง

หรือย้อนกลับไปถึงตอนเรียนมหาวิทยาลัย เธอเข้าร่วมทำกิจกรรมทางสังคมกับกลุ่มเพื่อนนักศึกษา แต่ขณะเดียวกันก็หวงความเป็นส่วนตัว และเบื่อหน่ายรำคาญกับการต้องเข้าร่วมวงคุยกับใครต่อใคร

“คิดว่าเราเป็นโรคประสาทหรือเปล่า ชอบอยู่คนเดียว ไม่ชอบยุ่งกับใครและไม่ชอบให้ใครมายุ่ง แต่เวลาทำกิจกรรมมันมีจุดที่ต้องไปอยู่รวมกัน ไปร่วมประชุม ร่วมแก้ปัญหาสังคม ต้องอยู่ท่ามกลางคนเยอะๆ ต้องคุย  ด้านหนึ่งก็อยากเข้าร่วม ด้านหนึ่งก็อยากมีโลกส่วนตัว แต่พอมีนัดประชุมก็มาอีก  เดี๋ยวต้องการเข้าไปมีส่วนร่วมกับคนเยอะๆ เดี๋ยวต้องการออกมาอยู่คนเดียว บางวันรู้สึกว่าฉันบ้าหรือเปล่า เคยรู้สึกขนาดนั้น”

อ่านต่อ…

ร่วมแบ่งปันเรื่องราวดีๆ...

รอยยิ้มแห่งความสุขบนเส้นทางภาวนา

“เมื่อก่อนเงื่อนไขในชีวิตเยอะมาก ต้องไปกินข้าวเฉพาะร้านที่ชอบ แต่งตัวดูดีตั้งแต่หัวจรดเท้า หงุดหงิดและโกรธง่ายจนนักศึกษาไม่กล้ามาขอสอบด้วยเพราะขึ้นชื่อว่าดุ”

อาจารย์วรวรรณ วัฒนาวงศ์สว่าง หรืออาจารย์แอนประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์สื่อความหมายและความผิดปกติของการสื่อความหมาย คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เริ่มต้นบทสนทนาด้วยการย้อนอดีตก่อนค้นพบหนทางเปลี่ยนแปลงตนเอง

“ตอนนี้เงื่อนไขในชีวิตลดลง โกรธน้อยลง ฟุ่มเฟือยน้อยลง ความอยากน้อยลง ทุกข์น้อยลง วิธีการพูดกับคนอื่นและวิธีแต่งตัวต่างไปจากเดิมเลย

อ่านต่อ…

ร่วมแบ่งปันเรื่องราวดีๆ...

ภารกิจเตรียมตัวตายอย่างมีความสุขกับชายหนุ่มชื่อ “มาร์ท”

ถ้าคุณรู้ตัวว่ากำลังจะตาย หรือคนที่คุณรักกำลังจะตาย คุณจะรู้สึกอย่างไร

ความกลัวมักเป็นความรู้สึกแรกที่มาเยือน ตามมาด้วยความเศร้า

สัญลักษณ์ของความตายจึงเป็น “สีดำ” และ  “ควันธูป”

ไม่มีใครอยากเอ่ยถึงความตายเพราะกลัวเป็นลางร้ายของชีวิต ความตายจึงเป็นสิ่งที่มนุษย์ทำใจยอมรับได้ยากมากที่สุด

และคงจะยากมากขึ้นไปอีกหากต้องเปลี่ยนมุมมองต่อความตายจาก “ความเศร้า”  เป็น “ความสุข”

อ่านต่อ…

ร่วมแบ่งปันเรื่องราวดีๆ...

 ลมหายใจแห่งความสุข ณ ต้นทางแห่งการเปลี่ยนแปลง

ทุกคนเกิดมาย่อมอยากมีชีวิตที่มีความสุข แต่ดูเหมือนความสุขมักจะอยู่กับเราประเดี๋ยวประด๋าวแล้วก็จากไป ขณะที่ความทุกข์หมุนเวียนเข้ามาแทนที่ความสุขอย่างรวดเร็ว และอยู่กับเรานานกว่าความสุข หลายคนจึงพยายามวิ่งไขว่คว้าหาความสุขมาเติมเต็มชีวิตอยู่เสมอ แต่ทว่า ยิ่งเติมมากเท่าไหร่ ความสุขก็ยังไม่เต็มสักที นั่นเป็นเพราะเรากำลังไขว่คว้าหาความสุขภายนอก โดยที่ไม่เคยรู้ว่า ยังมีความสุขอีกรูปแบบหนึ่งที่ไม่ต้องวิ่งไขว่คว้า เพราะเป็นความสุขจากภายในที่ซ่อนอยู่ในตัวมนุษย์ทุกคนตลอดเวลา นั่นคือ ความสุขจากการอยู่กับลมหายใจปัจจุบันของเรานั่นเอง

อ่านต่อ…

ร่วมแบ่งปันเรื่องราวดีๆ...

การหายใจ (ปราณายามะ) : เพื่อพลังชีวิตทั้งกายและใจ

“การหายใจ” คือ สิ่งจำเป็นอย่างยิ่งของสิ่งมีชีวิตตั้งแต่แรกเกิดตราบจนลมหายใจสุดท้ายของชีวิต

การหายใจของคนเราโดยทั่วไปมักเป็นไปตามระบบอัตโนมัติของร่างกาย ที่บางครั้งราบรื่น บางครั้งติดขัด บางครั้งถึงกับสะดุดหยุดลง เช่นในยามที่ตื่นเต้น ตกใจ หรือช็อค

ใน 1 นาที คนเราจะหายใจราว 15 ครั้ง (21,600 ครั้ง ใน 1 วัน) ลมหายใจจะนำก๊าซออกซิเจน ไปเผาผลาญกับกลูโคสในระดับเซลล์ทำให้ เกิดพลังงานแก่กล้ามเนื้อ อวัยวะ และสมอง ลมหายใจส่งผลต่อการกระทำทุกอย่างของคนเรา

อ่านต่อ…

ร่วมแบ่งปันเรื่องราวดีๆ...

Body Scan : เพื่อชีวิตที่เบากายเบาใจและปิติสุข

Body Scan คือ การเยียวยาร่างกายและจิตใจ ด้วยการผ่อนคลายกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ โดยการส่งจิตไปยังร่างกายเพื่อผ่อนคลายความกังวลกลัวหรือความเครียดจากสารพัดสาเหตุ ครั้นได้คลี่คลายทั้งกายและใจเท่ากับการได้พักผ่อนในระดับลึก จิตใจก็จะสงบสบาย ความทุกข์ความปวดสารพันก็จะบรรเทาเบาบางลง

คุณหมอโรจน์ (นพ.โรจนศักดิ์ ทองคำเจริญ จากโรงพยาบาลแม่สอด จ.ตาก) ได้เล่าว่า

เคยดูแลผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองระยะสุดท้ายซึ่งเผชิญความเจ็บปวดทรมานอย่างแสนสาหัส แม้ได้รับมอร์ฟีนระงับปวดในปริมาณที่สูงมากแล้ว แต่ความเจ็บปวดดูเหมือนจะไม่ทุเลาลง เลยชวนให้ลองทำ Body Scan ดู เมื่อทำได้ ๒-๓ ครั้ง คนไข้จะรู้สึกสงบ สบาย หายกระสับกระส่าย สามารถลดปริมาณการใช้ยาแก้ปวดลงมาก และนอนหลับได้ทั้งคืน

อ่านต่อ…

ร่วมแบ่งปันเรื่องราวดีๆ...

สมถะภาวนาและวิปัสสนา

ภาวนา แปลว่า การเจริญ การอบรม การทำให้มีให้เป็นขึ้น หมายถึง การทำจิตใจให้สงบและทำปัญญาให้เกิดขึ้น ด้วยการฝึกฝนอบรมจิตไปตามแบบที่ท่านกำหนดไว้ ซึ่งเรียกชื่อไปต่างๆ เช่น การบำเพ็ญกรรมฐาน การทำสมาธิ การเจริญภาวนา การเจริญจิตภาวนา

ภาวนา ในทางปฏิบัติท่านแบ่งไว้ 2 แบบใหญ่ๆ คือ
1.สมถะภาวนา การอบรมจิตใจให้สงบ ซึ่งได้แก่สมถกรรมฐานนั่นเอง เรียกว่า จิตภาวนา ก็ได้
2.วิปัสสนาภาวนา การอบรมปัญญาให้เกิด ซึ่งได้แก่วิปัสสนากรรมฐานนั่นเอง เรียกว่า ปัญญาภาวนา ก็ได้ ภาวนา เป็นบุญอย่างหนึ่ง เรียกว่า ภาวนามัย คือบุญที่เกิดจากการภาวนา
– จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

เมืองไทยเมืองพุทธอย่างบ้านเรานั้น การอบรมสมถะภาวนาและวิปัสสนาภาวนามีอยู่หลายแห่งที่ล้วนแล้วแต่น่าสนใจและมีคุณค่าอเนกอนันต์ แต่จะขอยกตัวอย่างสัก 1 แห่งซึ่งค่อนข้างอยู่ในกระแสเป็นที่รู้จักของคนหนุ่มคนสาวในยุคนี้ คือ “โกเอ็นก้า”

อ่านต่อ…

ร่วมแบ่งปันเรื่องราวดีๆ...

สมาธิการเดินทางครั้งสำคัญที่สุดในชีวิต : สมาธิเพื่อการตื่นรู้อันผ่องพิสุทธิ์

องค์การสหประชาชาติกำหนดให้วันที่ 6 สิงหาคมของทุกปีเป็น “วันสมาธิโลก”

นับได้ว่าการทำสมาธิ (Meditation) เป็นภูมิปัญญาของชาวพุทธซึ่งเผยแผ่ไปทั่วโลกได้รับการยอมรับเป็นอย่างสูง โดยชาวอเมริกันและผู้คนภาคพื้นทางยุโรปให้ความนิยมยิ่งขึ้นทุกขณะ หลังจากที่พบว่า ช่วยแก้ปัญหาความเครียด อาการนอนไม่หลับ ลดความเจ็บป่วยทั้งทางร่างกายและจิตใจ รวมทั้งช่วยลดค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ลงอย่างน่าอัศจรรย์

อ่านต่อ…

ร่วมแบ่งปันเรื่องราวดีๆ...