การภาวนา
การภาวนาไม่ได้หมายถึงการหลับตาทำสมาธิ หรือการเดินจงกรมเท่านั้น การภาวนาคือการพากายกับใจมาอยู่ด้วยกัน คุณสามารถภาวนาได้เสมอ ทุกที่ ทุกเวลา คุณจะอนุญาตให้ตัวเองมีเวลาจิบกาแฟเงียบๆ สัก 10 นาทีได้ไหม ภาวนากับถ้วยกาแฟ ที่ไหนก็ได้ อาจจะนั่งเงียบๆ ตรงไหนสักแห่งตามลมหายใจไปพร้อมกับรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้น รับรู้ความรู้สึกภายใน รับรู้เสียงภายนอก ปราศจากการต่อสู้และเปลี่ยนแปลง เหล่านี้คือการภาวนา
ลองกลับมารับรู้สิ่งที่เป็นอยู่ทั้งในตัวและนอกตัว คุณอาจจะพบว่าคุณกำลังคิดวุ่นวาย กำลังรู้สึกหงุดหงิด ไม่นิ่งเลย เมื่อคุณรับรู้ ยอมรับ และยิ้มได้ คุณกำลังพบความสุขจากการภาวนา
ความสุขจากการภาวนา
เดินวิถีแห่งสติ : ทุกก้าวย่างอย่างตื่นรู้
เราควรฝึกสติทุกๆ วันและทุกๆ ชั่วโมง ประโยคนี้ดูจะพูดง่าย แต่ตอนปฏิบัติจริงไม่ใช่ของง่ายเลย ด้วยเหตุนี้ครูจึงเสนอแนะผู้ที่มาเรียนฝึกสมาธิกับครูว่า ให้หาวันใดวันหนึ่งของสัปดาห์ เพื่ออุทิศให้กับการฝึกสติทั้งวันโดยเฉพาะ – ท่านติช นัท ฮันห์ (จากหนังสือ “ปาฏิหาริย์แห่งการตื่นอยู่เสมอ”) “การเดิน” คือ วิถีแห่งสติ ซึ่งไม่ใช่การเดินเร็วๆ หรือเร่งรีบ แต่เป็นการเดินช้าๆอย่างมั่นคง เดินอย่างมีสติมีสมาธิ
Sand Mandala : มณฑลทรายแห่งสัจจธรรม
งานศิลป์รูปทรงเรขาคณิต ที่ประกอบด้วยเม็ดทรายย้อมหลากสี สิ่งนี้คืองานพุทธศิลป์ที่เรียกขานกันว่า “พุทธมณฑลทราย” (Sand Mandala) อันเป็นศิลปวัฒนธรรมขั้นสูงของพระทิเบต นิกายมหายานคำว่า Manda หมายถึงที่นั่งหรือแก่นแท้ โดยใช่คู่กับคำว่า โพธิ อันหมายถึงใต้ต้นโพธิซึ่งพระพุทธเจ้าทรงบรรลุธรรม ส่วนคำว่า La มีความหมายว่า “วงล้อที่หลอมรวมสรรพสาระทั้งมวล” รวมความแล้ว Mandala จึงหมายถึง
ขอให้คุณโชคร้าย
“ผมขอให้คุณโชคร้าย” . ย้อนหลังไปสัก 2 เดือนที่แล้ว ประโยคนี้เป็นประโยคเด็ดที่มีผู้คนกล่าวขานและแชร์กันมากที่สุดในโซเชียล มีที่มาจากสุนทรพจน์อันโด่งดังในวันสำเร็จการศึกษาที่ Cardigan Mountain School รัฐนิวแฮมป์เชียร์ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเจ้าของประโยคเด็ดนี้คือ ท่านผู้พิพากษา John Roberts ผู้ดำรงตำแหน่งประธานศาลสูงสุดสหรัฐอเมริกานั่นเอง . ช่วงหนึ่งของการกล่าวสุนทรพจน์ ท่านประธานศาลสูงสุดสหรัฐอเมริกาได้กล่าวว่า ปกติแล้วในวันจบการศึกษา
เยียวยาใจด้วยเมตตา
…ในวันที่น้ำตา ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของความเศร้า… ระยะนี้มีข่าวคราวการสูญเสียมาให้เราได้ยินได้ฟังติดต่อกันหลายข่าว ไม่ว่าใครเมื่อต้องเผชิญหน้ากับความสูญเสียล้วนเป็นทุกข์ แม้เราเองแค่เป็นผู้ได้ยินข่าวบางครั้งก็ยังอดเศร้าสะเทือนใจไม่ได้ แต่ความจริงอีกด้านก็คือ เราทุกคนล้วนต้องเจอกับความสูญเสียไม่ช้าก็เร็ว คงจะเป็นเรื่องดีไม่น้อย ถ้าเราจะสามารถเปลี่ยนพลังลบจากความเศร้า ให้เป็นพลังบวกทั้งต่อชีวิตของเราและผู้อื่นได้ ต่อไปนี้คือบทความจากพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล ที่ได้แนะนำแนวทางให้เราเยียวยาใจที่เป็นทุกข์จากความสูญเสียด้วยความเมตตา ให้เราเปลี่ยนความทุกข์ในใจ กลายเป็นพลังที่จะออกไปช่วยเหลือผู้อื่นให้คลายจากความทุกข์ และเมื่อนั้น…ความสุขในชีวิตของเราจะกลับมากี่ครั้ง
ภาวนากับความทุกข์
บอกสิ่งที่คุณทำเป็นอย่างแรกเมื่อเจอ ‘ความทุกข์’ ก. นั่งจ่อมจมขังตัวเองอยู่กับความทุกข์ ร้องไห้ให้สาสมใจ ข. พาตัวเองออกไปปาร์ตี้ยันสว่าง ราตรีเต็มไปด้วยสีสัน ค. ไปเม้าท์มอยกับเพื่อนฝูง กินบุฟเฟ่ต์ให้สาแก่ใจ ง. ออกไปผลาญเงินช้อปปิ้ง เทกันให้หมดกระเป๋า ถ้าใครพยักหน้าว่าเคยทำครบทุกข้อ แต่ก็ยังไม่เจอทางออกจากทุกข์เสียที วันนี้ชวนมาลองใช้วิธีใหม่เพื่อรับมือกับความทุกข์กันดีกว่า กับ นพ.สตางค์ ศุภผล
ใช้ชีวิตในทุ่งลาเวนเดอร์ – จะดีไหมถ้าคุณจะไม่รู้สึกเศร้าเสียใจอีกเลยในชีวิตนี้
ไม่มีใครชอบความเศร้าเสียใจ แต่ถ้าไม่มีมันโดยสิ้นเชิงชีวิตจะเป็นอย่างไร เรามารู้จักชายที่ไม่รู้จักความเศร้าเสียใจกัน เขาชื่อ Malcolm Myatt ชาวอังกฤษที่เกษียณอายุจากงานขับรถบรรทุกมาหลายปีแล้ว ในอดีตเขาเล่นกีฬาและมีสุขภาพดีมาตลอด แต่เมื่ออายุได้ 62 โรคเส้นเลือดในสมองเขากำเริบและสมองขาดเลือด เขาใช้เวลารักษาตัวในโรงพยาบาลนานถึง 19 สัปดาห์ สุดท้าย เขาสูญเสียการควบคุมร่างกายด้านซ้ายไปและยังสูญเสียความทรงจำระยะสั้นอีกด้วย แต่เขายังจดจำเรื่องราวในอดีตเมื่อ 20 ปีก่อนได้ดีเยี่ยม แต่สิ่งที่น่าแปลกประหลาดที่สุด


