บทความเกี่ยวกับ “การเคลื่อนไหวร่างกาย”

ฮ่องกงคนขยันเดินที่สุดในโลกและช่วยส่งเสริมสุขภาพ

ทุกๆ ปีมีผู้คนราว 5.3 ล้านคนตายจากสาเหตุง่าย ๆ คือ เคลื่อนไหวร่างกายน้อยเกินไป ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากรูปแบบการทำงานที่วันๆ นั่งทำงานเฉยๆ และการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวันที่น้อยเกินไป องค์การอนามัยโลกพบว่าการนั่ง ๆ นอนๆ เป็นสาเหตุหนึ่งของการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ เบาหวาน โรคอ้วน  เพิ่มความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งลำไส้ ความดันโลหิตสูง กระดูกผุ และมีผลทางใจ ทำให้เป็นโรคซึมเศร้าและกังวล

นักวิจัยจาก Standford ใช้โทรศัพท์มือถือในการติดตามระดับกิจกรรมของคนหลายแสนคนทั่วโลกผ่าน application Azumio Argus พบว่าโรคอ้วนในแต่ละประเทศมีความสัมพันธ์กับระดับการเคลื่อนไหวร่างกายในแต่ละวัน งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ในวารสาร Nature โดยใช้ข้อมูลจากโทรศัพท์มือถือของคนจำนวน 717,527 ใน 111 ประเทศ เป็นเวลา 95 วัน

nature23018-f1_cr

จากข้อมูลพบว่าชาวฮ่องกงมีอัตราการเดินเฉลี่ยสูงเป็นอันดับหนึ่งที่ 6,880 ก้าวต่อวัน อันดับสองคือชาวจีนแผ่นดินใหญ่ มีอัตราการเดินเฉลี่ย 6,189 ก้าวต่อวัน และอันดับสามคือชาวยูเครน มีอัตราการเดินเฉลี่ย 6,107 ก้าวต่อวัน ส่วนชาวอินโดนีเซียถูกจัดอยู่ในอันดับสุดท้ายด้วยอัตราการเดินเฉลี่ยเพียง 3,513 ก้าวต่อวัน เมื่อเทียบกับอัตราเฉลี่ยทั่วโลกซึ่งอยู่ที่ 4,961 ก้าวต่อวัน

อ่านต่อ

‘ธนูโพชฌงค์’ ธนูพิชิตใจ

15698275_714496065370763_5822240855026693739_n

เมื่อพูดถึงการยิงธนู ส่วนใหญ่ภาพที่เรามักนึกถึงคือ กีฬาที่เน้นการแข่งขัน มุ่งไปที่การเล็ง ยิงให้แม่น เพื่อชัยชนะและพิชิตเป้าหมาย แต่เชื่อไหมว่า ยังมีการยิงธนูอีกรูปแบบหนึ่ง ที่เป็นการยิงที่ไม่เน้นเป้า ไม่เน้นแม่น ไม่เน้นแข่ง แต่เน้นยิงแล้ว จิตว่างพิชิตเป้าหมายคือความสุขในใจ ธนูนี้มีชื่อว่า ธนูโพชฌงค์

คำว่า โพชฌงค์ คนส่วนใหญ่มักจะคิดถึงบทสวดที่ไว้สวดตอนพระอาพาธ แต่จริงๆ แล้วความหมายของโพชฌงค์นั้น แปลตรงตัวว่าเป็น ธรรมที่เป็นเครื่องตรัสรู้  จึงมีความหมายว่า คนที่จะเข้าถึงการบรรลุมรรคผลได้นั้น ต้องมีโพชฌงค์ 7 ประการ ซึ่งประกอบด้วย 1.สติ  2.ธรรมวิจยะ  3.วิริยะ  4.ปีติ  5.ปัสสัทธิ  6.สมาธิ และ7. อุเบกขา

แล้วคำว่า โพชฌงค์ที่เป็นเรื่องของธรรมะ มาเกี่ยวข้องกับการ ยิงธนูได้อย่างไร?

อ่านต่อ

โยคะเก้าอี้

Chair-Yoga-Florida-Atlantic-University

อยากเล่นโยคะ แต่อายุมาก ปวดข้อ ทรงตัวไม่ดี ยืนได้ไม่นานลอง “โยคะเก้าอี้” ซึ่งมีงานวิจัยรองรับว่า ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดที่ข้อ ทำให้สามารถดำรงชีวิตประจำวันได้อย่างมีความสุขมากขึ้น

ปัจจุบันมีคนหลายล้านคนเจ็บป่วยจากโรคข้อเสื่อมโดยเฉพาะที่บริเวณส่วนล่างของร่างกาย เช่น สะโพก เข่า ข้อเท้า หรือที่เท้า การทำโยคะเก้าอี้ สามารถลดความเจ็บปวด ช่วยลดการใช้ยา (ลดผลข้างเคียงจากการใช้ยา) และเพิ่มคุณภาพชีวิตได้

การศึกษาโดยนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยฟลอริดา แอตแลนติก ใช้ผู้เข้าทดลอง 131 คน พบว่ากลุ่มที่รับเข้ารับการฝึกโยคะเก้าอี้ 45 นาทีต่อครั้ง สัปดาห์ละสองครั้ง โดยฝึกเป็นต่อเนื่องเป็นเวลา 8 สัปดาห์ เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุมพบว่า กลุ่มที่ได้รับการฝึก มีความเจ็บปวดข้อน้อยลง และผลกระทบของความเจ็บปวดที่มีต่อการดำรงชีวิตประจำวันก็ลดลงด้วย ที่น่าสนใจคือยังมีผลต่อเนื่องไปอีก 3 เดือนหลังจบคอร์สไปแล้ว ในส่วนของการลดความอ่อนล้าและเพิ่มสมรรถภาพในการเดินจะเห็นผลระหว่างคอร์สเท่านั้น (หมายความว่าต้องทำอย่างต่อเนื่องถึงจะได้ผลในส่วนนี้)

อ่านต่อ

เส้นทางความสุข : การเคลื่อนไหวร่างกาย

alone-959243_1920

ถ้าเราทำความเข้าใจกับเนื้อตัวร่างกายของเราเองอย่างลึกซึ้ง จะเห็นว่าร่างกายที่มันขับเคลื่อนไปนี้มีสิ่งซึ่งสถิตอยู่ข้างในก็คือ ‘ใจ’ ทำอย่างไรให้กายกับใจอิงอาศัยซึ่งกันและกันอย่างเกื้อกูล

ตั้งแต่เราเริ่มจำความได้ นับจากวัยเด็กเล็กที่เริ่มเรียนรู้จักร่างกาย ตลอดชีวิตที่ผ่านมาเราเฝ้าสาละวนแต่งเสริมเติมสวยให้อวัยะส่วนต่างๆ ของร่างกาย เราอยากแข็งแรง อยากสูง อยากผอม อยากดูดีในสายตาของคนอื่นๆ….แต่จะมีสักครั้งไหม ที่เราจะหันมาตระหนักว่า แท้จริงแล้วร่างกายนี้คือพื้นที่อันเป็นที่อยู่ของ ‘ใจ’ ซึ่งเราควรจะเฝ้าดูแลและพิจารณาเพื่อให้นำทางเราไปถึงซึ่งความสุขที่ยั่งยืน

อ่านต่อ

ผสานพลังการทำสมาธิ + การวิ่ง ลดความคิดฟุ้งซ่านและอาการซึมเศร้าได้

running-573762_1280

เสริมพลังต้านความฟุ้งซ่าน ด้วยการผนวกการทำสมาธิเข้ากับการออกกำลังกาย

งานวิจัยใหม่พบว่าการผสมผสานการทำสมาธิและการวิ่งจะช่วยลดภาวะซึมเศร้าในผู้ป่วยได้ และทำให้คนธรรมดามีสมาธิดีขึ้นและมีความสุขมากขึ้นด้วยเช่นกัน มาลองทำกันดูไหม…?

อาการอย่างหนึ่งที่พบในผู้ป่วยภาวะซึมเศร้า คือ ไม่สามารถหยุดคิดถึงเรื่องที่เศร้าๆ และความหลังฝังใจได้ อาการคิดซ้ำๆ ย้ำไปมานี้ น่าจะเกี่ยวข้องกับสมอง 2 ส่วน คือ prefrontal cortex ซึ่งเป็นส่วนที่ทำงานเกี่ยวกับความสามารถในการจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง และสมองส่วน hippocampus ซึ่งเกี่ยวกับการเรียนรู้และความจำ

ในการศึกษาก่อนหน้านี้พบว่าผู้ป่วยซึมเศร้ามักมีสมองส่วน hippocampus ขนาดเล็กกว่าคนปกติ และการทดลองในสัตว์พบว่าการออกกำลังกายแบบแอโรบิค ช่วยเพิ่มจำนวนเซลล์ประสาทใน hippocampus ได้ นักวิจัยจึงสนใจนำเอาสองวิธีมารวมกันและได้ตีพิมพ์ผลการวิจัยในวารสาร Translational Psychiatry

อ่านต่อ

สร้างสมดุลใจกายด้วย ‘โยคะ’

หากจะเอ่ยถึงกิจกรรมการเคลื่อนไหวร่างกายที่ได้รับความนิยม และได้รับความเชื่อมั่นว่าผู้ฝึกจะได้สมาธิจากการฝึกอย่างยิ่งยวด หนึ่งในนั้นจะต้องมีชื่อของ ‘โยคะ’ อยู่ในลำดับต้นๆ อย่างแน่นอน

มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่พบว่า ‘โยคะ’ เกิดขึ้นตั้งแต่สมัย 2,500 ปีก่อนพุทธกาล แรกเริ่มเดิมทีเป็นวิถีของพราหมณ์หรือโยคี ที่ใช้ในการฝึกฝนควบคุมจิตให้นิ่งจนเกิดเป็นสมาธิ โยคะในยุคแรกไม่มีท่าทางใดๆ มากที่สุดเป็นแต่เพียงการฝึกสำรวมร่างกายให้เกิดความสมดุลที่สุด เพื่อฝึกให้ลมหายใจหรือปราณเกิดภาวะ ‘นิ่ง’ ที่สุด เข้าสู่การเพ่ง ฌาน หรือสมาธิ

yg4

จนกระทั่งถึงประมาณปี พ.ศ.2400 ประเทศอินเดียเริ่มมีการฟื้นฟูหลังถูกอังกฤษปกครอง กษัตริย์อินเดียในขณะนั้น เกิดความคิดให้ครูโยคะท่านหนึ่งซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังมากคือ กฤษณะมาจารยา นำเอายิมนาสติกและศิลปะป้องกันตัวแบบอินเดียโบราณ มาปรับประยุกต์ให้เข้ากับโยคะแบบดั้งเดิม จุดประสงค์เพื่อให้โยคะมีประโยชน์เพ่ิมขึ้น นอกจากการพัฒนาจิตแล้ว ยังได้พัฒนาร่างกายให้แข็งแรงด้วย

และนี่เองคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้โยคะแพร่หลายไปยังประเทศทางตะวันตก พัฒนาต่อยอดจนเกิดเป็นหลักสูตรโยคะท่าสวยๆ ที่เราเห็นกันหลากหลายละลานตา ทั้งตามโรงเรียนสอนโยคะ ฟิตเนส และสถานออกกำลังกายในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าโยคะจะพัฒนาไปจนเกิดท่าทางที่ซับซ้อนพิสดารเพียงใด สิ่งที่โดดเด่นที่สุดที่ผู้ฝึกโยคะทุกคนล้วนได้รับตรงกัน ไม่ว่าจะเป็นสมัยใด ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีมากที่สุดก็คือ สมาธิอันจะนำไปสู่การค้นพบสุขภาวะทางปัญญา ซึ่งจะพาเราไปถึงหนทางแห่งความสุขที่ยั่งยืน

อ่านต่อ

เรียนรู้ใจในกายด้วย ‘ไท้เก๊ก’

การเคลื่อนไหวร่างกายพลิ้วไหวเนิบช้า ดุจดั่งท่วงท่าการร่ายรำของผู้สูงวัยที่เราเห็นกันจนคุ้นชินสายตาตามสวนสาธารณะ อาจทำให้เราเกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนไปว่า ‘ไท้เก๊ก‘ เป็นการออกกำลังกายที่เหมาะเฉพาะสำหรับผู้สูงอายุเท่านั้น ซึ่งในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่เช่นนั้นเลย

tg2 ไท้เก๊กเป็นศิลปยุทธ์จีนที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ เนื่องจากเป็นการเคลื่อนไหวทางกายที่ไม่ได้ใช้แรงปะทะ จึงเหมาะกับทุกเพศทุกวัย สามารถฝึกได้ตั้งแต่เด็กอายุ 3 – 5 ขวบ ความมหัศจรรย์ของไท้เก๊กยังอยู่ที่ผลของการฝึก ที่แม้จะฝึกด้วยรูปแบบเดียวกัน แต่ส่งผลได้ตั้งแต่ระดับการออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง การเป็นศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว ลึกไปจนถึงการฝึกให้เราเข้าถึงความสุขแท้จากภายในหรือ สุขภาวะทางปัญญา ครูบี – เสกสันน์ ทรัพย์สืบสกุล ผู้สอนไท้เก๊กเพื่อสุขภาพกายและใจ มูลนิธิบ้านอารีย์ เป็นหนึ่งในผู้ที่ได้เรียนรู้และฝึกฝนไท้เก๊กมาตั้งแต่เด็ก โดยร่ำเรียนจากคุณตาที่เป็นคนจีนจากแผ่นดินใหญ่ การฝึกครั้งแรกๆ เริ่มต้นจากความสนุก อยากรู้อยากเห็นตามประสาเด็ก แต่เมื่อฝึกไปเรื่อยๆ ระยะเวลากว่า 20 ปีทำให้ครูบีได้ค้นพบว่าไท้เก๊กมีอะไรที่ลึกซึ้งกว่าสิ่งที่ตาเห็นมากมายนัก อ่านต่อ

ความสุข (ก็) วิ่งได้

วิ่ง02

การวิ่งช่วยสลัดความทุกข์ในใจ และได้ความคิดใหม่ๆ ที่สดใสเข้ามาแทนที่

- อ.ณรงค์ เทียมเมฆ -

ที่ปรึกษาสมาพันธ์ชมรมเดิน – วิ่งสุขภาพไทย  นักวิ่งผู้ริเริ่มจอมบึงมาราธอน


 

‘กีฬา กีฬา เป็นยาวิเศษ แก้กองกิเลสทำตนให้เป็นคน ผลของการฝึกตน เล่นกีฬาสากล ตะละล้า…’

เนื้อเพลงกราวกีฬาที่เราร้องคุ้นเคยกันจนติดปากตั้งแต่อนุบาล เวลาร้องเพลงนี้ทีไร ส่วนใหญ่ก็จะมุ่งปลุกใจนักกีฬาให้ฮึกเหิม เอาชนะฝ่ายตรงข้ามให้จงได้ จนบางทีลืมไปว่า จุดประสงค์ของกีฬาที่แท้จริง ไม่ใช่เพื่อเอาชนะคะคานกันแต่เพียงอย่างเดียว แต่กีฬายังหมายถึงกระบวนการฝึกและขัดเกลาให้คนแต่ละคนละซึ่งอัตตา ความเห็นแก่ตัว รู้จักความอดทน มีวินัย เสียสละ รู้แพ้รู้ชนะ เพื่อที่จะ ‘ทำตนให้เป็นคน’ เหมือนดังที่ท่านพระยาธรรมศักดิ์มนตรีท่านได้เขียนเอาไว้ในเพลงนี้

ปัจจุบัน เรื่องของยาวิเศษที่จะช่วยขัดเกลาจิตใจของเรา อาจไม่จำเป็นต้องอยู่ในแวดวงเฉพาะการเล่นกีฬาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังมีทางเลือกที่กว้างขึ้นผ่านสิ่งที่เรียกว่า ‘กิจกรรมทางกาย’ อันมีความหมายกว้างขวางครอบคลุมตั้งแต่การขยับตัวยืดเหยียดแขนขา การออกกำลังกาย ตลอดไปจนถึงการเล่นกีฬาหนักๆ  ซึ่งหนึ่งในกิจกรรมทางกายที่ว่ากันว่า ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ง่ายที่สุดกิจกรรมหนึ่งก็คือ  ‘การวิ่ง’ นั่นเอง

อ่านต่อ

บัณฑิตหนุ่มอเมริกา ออกวิ่งข้ามประเทศระดมทุนช่วยเหลือคนยากจน

11391233_977347002316265_5159259892629500392_n

‘Run, Forrest, Run!’ ไม่น่าเชื่อว่าประโยคสุดอมตะในภาพยนตร์เรื่อง Forrest Gump จะเกิดขึ้นจริงๆ

หลังจากที่ Barclay Oudersluys บัณฑิตหนุ่มจากมหาวิทยาลัยมิชิแกนได้วางแผนวิ่งเป็นระยะทางกว่า 3,200 ไมล์
อ่านต่อ

จะเป็นยังไงเมื่อผู้พิการอยากออกมาวิ่ง ?

ยุคนี้การวิ่งมาราธอนไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่สำหรับใครบางคนเขามีขา
แต่ใช่ว่าเขาจะวิ่งได้ แต่รู้ไหมว่าเขาสามารถวิ่งได้ ถ้าเรามา วิ่ง ด้วย กัน

วิ่งด้วยกัน เป็นการทดลองวิ่งระยะสั้น เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับ ผู้พิการทางสายตา
ผู้พิการในด้านอื่นๆ และอาสาสมัคร สำหรับงานวิ่งครั้งใหญ่ที่จะจัดขึ้นในช่วง­ปลายปี

สามารถติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่ กรุ๊ป Facebook วิ่งด้วยกัน

https://www.facebook.com/groups/466397200180843/