8 เส้นทางของความสุข

เด็กๆ ชั้น 11 (สิ่งดีๆ ในชีวิต)

ยี่สิบปีที่แล้วในยุคที่ข่าวสารยังไม่แพร่หลายขนาดนี้ การจะรู้ว่าเราป่วยเป็น “โรคซึมเศร้า” ไม่ง่ายเลย 

ฉันจมอยู่กับโรคนี้เพราะคิดว่าเป็นไมเกรน และวางแผนฆ่าตัวตายหลายครั้ง  วันที่เดินออกมาจากโรงพยาบาลแผนกจิตเวช จำได้ว่าตอนข้ามสะพานลอยอยากจะโดดดิ่งลงมามาก

.

แต่กระนั้นฉันก็เดินกลับบ้านด้วยความรู้สึกกลวงๆ โบ๋ๆ ข้างใน

กว่าทุกอย่างจะเข้าที่เข้าทางถูกเปลี่ยนหมอไปสามครั้ง ทั้งปรับยาที่กิน ปรับใจให้ยอมรับ  กว่าจะคลี่คลายความรู้สึกที่จมดิ่ง มันไม่ใช่แค่ใช้เวลา แต่ใช้พลังชีวิตเยอะมาก เพื่อให้ก้าวข้ามหล่มหลุมที่จ่อมจมลงไป

.

.

จนกระทั่งเดือนกันยายน ปี 2559 แสงสว่างก็พาดผ่านความขมุกขมัวของชีวิต ด้วยข้อความประกาศรับสมัครจิตอาสาศิลปะกับเด็กป่วยที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง  สองอาทิตย์ต่อมาก็ได้รับการตอบรับ แต่ต้องเข้าอบรมเบื้องต้นเพื่อให้รู้ว่าเด็กป่วยที่เราจะไปพบ ไปทำกิจกรรมศิลปะ เป็นใคร อย่างไร  ในเดือนถัดมาฉันรู้สึกได้ว่าสิ่งดีๆ ในชีวิตกำลังเริ่มต้น รู้สึกได้ถึงนิมิตหมายดีๆ ที่จะเกิดขึ้น

.

.

ฉันไม่รู้ว่าคนอื่นๆ ที่เป็นโรคซึมเศร้าจะเป็นแบบฉันหรือไม่ คือไม่ค่อยอยากออกนอกบ้าน ฉันมักปฏิเสธนัดหมายกับเพื่อนที่นัดกันเป็นมั่นเป็นเหมาะ (จนเพื่อนด่าและอยากเลิกคบ)

.

การมาทำกิจกรรมจิตอาสาศิลปะบำบัดกับเด็กป่วยสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง เป็นเรื่องที่ฉันไม่เคยอิดออด และมักตื่นเต้นทุกครั้งที่จะได้พบเด็กๆ นำของเล่นไปให้พวกเขาได้สนุกได้เล่นอวดป้าๆ ว่า “ นี่หนูทำได้”  อวดสร้อยข้อมือที่ร้อยเอง อวดกล้องส่องทางไกลที่ปิดกระดาษสีเอง อวดตุ๊กตาที่ปั้นจากแป้งโดว์ อวดหน้ากากฮีโร่ที่ลงสีสันสวยงาม และอีกหลายๆ อย่างที่เด็กๆ อยากอวด พร้อมด้วยรอยยิ้มและแววตาบ่งบอกความสนุกสนาน

.

.

ที่โต๊ะศิลปะเล็กๆ นั้นเด็กบางคนเดินมาพร้อมเสาเเขวนน้ำเกลือ แม้แขนข้างหนึ่งจะมีเข็มเสียบคาอยู่ หรือเมื่อออกมาจากห้องตรวจคราบน้ำตายังไม่ทันแห้ง แต่ก็กลับมาระบายสีตุ๊กตาที่ระบายค้างไว้ก่อนเข้าห้องตรวจให้แล้วเสร็จ

.

พวกเราพี่ๆ ป้าๆ จิตอาสาช่วยกันคิด สรรหาของเล่นเรียบง่ายแบบบ้านๆ แต่เด็กๆ ก็รู้สึกว้าวเมื่อได้เล่น ไม่ว่าแกนทิชชู่สองอันที่กลายเป็นกล้องส่องทางไกล กระดาษแข็งตัดเป็นแถบยาวแล้วหุ้มด้วยซองพลาสติกของผงซักฟอกซึ่งล้างสะอาดแล้วที่กลายเป็นมงกุฎน้อยๆ ของสาวๆ ที่อยากให้มงลงในวันที่มาหาหมอ นาฬิกาเบนเทนที่ฮิปมากสำหรับเด็กทุกคนเมื่อเราติดนาฬิกาให้แล้วกระซิบว่า “ไม่ต้องร้องไห้นะ เพราะหนูมีพลังเบนเทนแล้ว”  หลายครั้งที่ไม่ได้ยินเสียงร้องไห้ แต่ก็แอบเห็นคราบน้ำตาเปื้อนแก้มน้อยๆ

.

.

วันหนึ่งขณะฉันกำลังจะติดนาฬิกาเบนเทนให้เด็กชายนาขวัญ เขาชูมือขวาให้เห็นสายน้ำเกลือ  ฉันนั่งลงข้างๆ นำนาฬิกากระดาษให้เขาถือ พลางบอกว่า “พอคุณหมอถอดเข็มแล้วให้แม่ติดให้นะ”  เด็กชายยิ้มรับแล้วเอ่ยว่า “โตขึ้นผมอยากทำงานแบบนี้จัง”  ฉันกระซิบข้างหูเขา “แข็งแรงไวๆ แล้วมาช่วยป้านะครับ”  จากนั้นเราก็แลกรอยยิ้มกัน

.

การโคจรมาพบกันของเด็กๆ และพวกเราจะขึ้นอยู่กับการนัดหมายของหมอ  บางครั้งไม่ได้เจอเด็กน้อยที่คุ้นเคยกลับให้ความรู้สึกดีในแง่ที่ว่าเด็กๆ อาการดีขึ้น  แต่ก็มีเด็กหลายคนที่คุณแม่ขอนัดหมายตรวจกับคุณหมอให้ตรงกับวันที่พวกเรามาทำกิจกรรม เพราะลูกอยากมาเจอมาเล่นด้วย  แล้วไม่ใช่แค่โต๊ะศิลปะที่เด็กๆ จะได้สนุก ในกลุ่มจิตอาสายังมีไดโนเสาร์ที่เล่นอูคูเลเล่ได้ มีนักบิดลูกโป่งที่ดัดลูกโป่งเป็นนานาสัตว์ให้เด็กๆ ถือ  เดือนละหนึ่งครั้งเราจะได้ขึ้นไปเยี่ยมเด็กๆ ที่เป็นคนไข้ในด้วยกิจกรรมดนตรีสัญจร มีนักดนตรีสองคนซึ่งเล่นอูคูเลเล่กับแอคคอร์เดียน พร้อมด้วยป้าๆ หางเครื่อง  ความสนุกขีดสุดคือคนไข้ตัวน้อยสามารถเต้นกระโดดๆ บนเตียงและขอเพลงได้ด้วย

.

.

สี่เดือนผ่านไป เมื่อช่วงเวลากิจกรรมครบกำหนด พวกเราจะนั่งพูดคุยและถอดรหัสการเรียนรู้ในกิจกรรม  มีคำพูดจากจิตอาสาคนหนึ่งว่า “เด็กๆ สอนให้เรารู้ว่าเมื่อหนีความเจ็บป่วยไม่ได้ หากมีโอกาสและจังหวะเวลาที่จะสนุกก็จงสนุกกับสิ่งที่อยู่ข้างหน้าเถอะ”

.

เกือบ 2 ปีที่ทำจิตอาสาศิลปะกับเด็กป่วย อาการโรคซึมเศร้าแทบไม่เยี่ยมกรายมาทักทายเลย  อาการปวดหัวบ่อยๆ ก็ห่างๆ ออกไป  จำได้ว่าตอนสมัครหมายมั่นตั้งใจว่าจะมาให้ความสุขแก่เด็กๆ ให้เขาสนุกกับของเล่นที่เรานำมา ได้เห็นรอยยิ้ม เห็นความสุขที่เอ่อล้นของพวกเขา  ทว่าความสุขของเด็กๆ ก็สะท้อนกลับ กลายเป็นพลังงานดีๆ มาถึงพวกเราซึ่งล้วนเปี่ยมด้วยความสุขเช่นกัน

.

.

                ใครสักคนเคยพูดและมันเป็นเช่นนั้น

“ตั้งใจไปทำให้เขามีความสุข แต่เรากลับได้รับความสุขนั้นด้วย”

                นี่เป็นของขวัญและสิ่งดีๆ ในชีวิต หลังจากป่วยด้วยโรคซึมเศร้ามานับ 10 ปี เป็นของขวัญที่ไม่ต้องเป็นชิ้น ไม่เป็นกล่องใหญ่โต หากนึกถึงเมื่อใดก็อิ่มเอมใจทุกครั้ง

.

.

ความสุขประเทศไทย