“เรามองว่า ‘การฟัง’ แม้ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา แต่มันทำให้สถานการณ์ดีขึ้นได้ กลับกันถ้ามีปัญหาแล้วเขาไม่ได้พูดหรือบอกใครเลย ไม่ได้มีใครมารับรู้ปัญหาเขาเลย… มันเหมือนเกิดอะไรขึ้น ก็เหมือนเขาเกิดมาคนเดียวและจากไปคนเดียว…”


.
ครูเกศ – จุลเกศ ประจง ครูฝ่ายแนะแนว โรงเรียนสตรีวัดมหาพฤฒาราม ในพระบรมราชินูปถัมภ์ เล่าถึงเป้าหมายของการสร้างพื้นที่การฟังภายในโรงเรียน เธอเปรียบเทียบพื้นที่นี้เป็นเหมือนประตูบานแรกที่ช่วยเปิดทางให้ทุกปัญหาไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ ความเครียดจากการเรียน ครอบครัว ความรัก การเงิน ฯลฯ ทุกอย่างที่นักเรียนของเธอกำลังเผชิญอยู่ ได้ถูกรับฟังโดยใครสักคน เพื่อลดความรู้สึกโดดเดี่ยวในการเผชิญปัญหาและเดินต่อสู่ขั้นช่วยกันแก้ไขได้ทันท่วงที
.
“ในปีแรกของการเข้ามาเป็นครู เราดูแลในระดับชั้นมัธยมสาม มีเด็กในห้องเรียนที่เรารับผิดชอบคนหนึ่งเจอปัญหาคือไม่สามารถเข้ากันกับเพื่อนได้ เราลองเข้าหาเขาด้วยการให้ทำแบบวัดต่าง ๆ เพื่อประเมินอารมณ์ความรู้สึก เขาก็นิ่งและเงียบ ตอบเพียงว่าไม่ได้เป็นอะไร.. ตอนนั้นเรารู้สึกว่าเราแทบไม่ได้ช่วยอะไรเขาเลย.. เหมือนเขาหายไปเลย และด้วยความเป็นครูใหม่ทำให้เราไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรต่อ”
.
“พอเวลาผ่านไปเรื่อย ๆ ผ่านมาสองปี… อยู่ ๆ เด็กคนนี้ก็มาหาเรา แล้วก็เข้ามาบอกว่า ‘ครูหนูไม่มีใครแล้ว ไม่มีใครฟังหนูแล้ว’ เราไม่คิดว่าจะเป็นหนักขนาดนี้ เราก็ตกใจว่าทำไมถึงเป็นเรา ก็ถามไปว่า ทำไมถึงเลือกมาหาครู เพราะปกติเขาจะชอบไปหาครูอีกท่านที่เป็นครูประจำชั้นร่วมกัน… เขาตอบสั้น ๆ ว่า ‘หนูคิดว่าครูจะฟัง’ ”
.
“วันนั้นเราเข้าใจเลยว่า ถ้าเด็กเขาพร้อมเราไม่ต้องไปคะยั้นคะยอ เราไม่จำเป็นต้องไปจี้เขา ถ้าวันใดวันหนึ่งเขารู้สึกสบายใจที่จะเล่า หรือเกิดอะไรก็ตามแต่ ถ้าเราสามารถเป็นผู้ฟังให้เขาได้ ให้เขารับรู้ว่าเราพร้อมที่จะช่วยเหลือเขาได้ เมื่อเขาพร้อมเดี๋ยวเขาก็จะมาหาเราเอง…”
.
จุดเปลี่ยนในวันนั้นทำให้ ครูเกศ เชื่อมั่นในการพัฒนา “พื้นที่ปลอดภัยทางใจ” เธอเริ่มต้นง่าย ๆ ผ่านทุนเดิมที่มีอยู่ก่อนแล้วคือ เด็ก ๆ ในชุมนุม ‘Youth Counselor อาสาเพื่อนรับฟัง’ ซึ่งมีนักเรียนกลุ่มแกนนำอยู่ 12 คน พร้อมทั้งกำลังจากทีมครูแนะแนวภายในโรงเรียน
.


“กิจกรรมในเดือนการฟังแห่งชาติ เราทำร่วมกับกลุ่มเด็ก YC (Youth Counselor) และเด็กที่มีความสนใจเรื่องการฟังเข้ามาร่วมด้วย เด็ก ๆ มีความสนใจดี สังเกตจากเด็กที่เข้าร่วมกิจกรรมมีตั้งแต่ ม.1 ถึง ม. 6 เลย ด้วยความห่างของอายุก็จะเห็นได้ชัดเจนว่าจะมีน้องที่ไม่กล้าคุยกับพี่ แต่พอเขาได้ทำกิจกรรมไปเรื่อย ๆ เข้าสู่พาร์ทการฟังในช่วงที่ต้องแชร์กันจริง ๆ ทางพี่ก็ทำให้น้องรู้สึกสบาย ๆ มากขึ้น  ทำให้รู้สึกว่าสามารถพูดได้ น้องเลยกล้าที่จะคุยกับพี่มากขึ้น เราตั้งใจอยากจัดต่อ เพราะผลตอบรับจากตรงนั้นทำให้เห็นได้อย่างหนึ่งเลยว่าเด็ก ๆ เขาไม่ใช่ไม่กล้าที่จะพูด แต่หลาย ๆ ครั้งมันไม่มีพื้นที่ที่จะเปิดให้เขาได้กล้าพูดมากกว่า..
.
“เด็กนักเรียนหลายคนสะท้อนว่า หนูไม่เคยคิดว่าจะได้พูดเรื่องนี้ เพราะคิดว่าคงไม่มีใครอยากฟัง.. แต่พื้นที่ตรงนี้เปิดโอกาสให้เขา เหมือนเราบอกกับเขาว่าหนูพูดได้นะ.. มีคนอยากฟัง.. เรื่องของหนูไม่ได้แย่.. และพื้นที่นี้จะไม่มีการตัดสิน.. ทำให้เขากล้าสื่อสารออกมา…”
.
“เรามองว่าส่วนนี้มาจากการที่เด็กกลุ่มนี้ หลายคนเขาเป็นคนที่รับให้คำปรึกษาอย่างเดียว เวลาเพื่อนมีเรื่องอะไรก็จะชอบมาพูดมาคุยกับเขา… แต่กลับกันพอร่วมกิจกรรมนี้ เขาก็มองว่า… เออว่ะ เรื่องของฉันก็มีคนฟังนะ…”
ครูเกศ ตระหนักว่าการสร้างพื้นที่ปลอดภัยทางใจไม่สามารถทำได้เพียงทีมของครูแนะแนวและกลุ่มนักเรียน YC (Youth Counselor) ที่ขณะนี้มีกันเพียงไม่กี่คน เธอและเด็ก ๆ จึงช่วยขับเคลื่อนพื้นที่การฟังให้เกิดขึ้นในหลายมิติ ทั้งการประชาสัมพันธ์เทคนิคการฟัง 3 แบบในกิจกรรมหน้าเสาธงที่นักเรียนทั้งโรงเรียนจะได้รับรู้, กิจกรรมในคาบชุมนุมชื่อ ‘มากกว่าการได้ยิน’ ซึ่งจัดขึ้นในเดือนการฟังแห่งชาติที่ผ่านมา ได้มีการชวนเล่น ‘Listenian Card การ์ดฟังสร้างสุข’ มีนักเรียนเข้าร่วม 38 คน, พื้นที่บอร์ดประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการรับฟังและให้กำลังใจ
.


และกิจกรรมที่ตั้งใจทำในอนาคตคือ โครงการ YC (Youth Counselor) ประจำห้องเรียน ชักชวนให้ทุกห้องเรียนมีนักเรียนอาสาเพื่อนรับฟังประจำในทุกห้อง เธอมองว่าหากมีการเปิดพื้นที่การรับฟังอย่างหลากหลายในโรงเรียนก็จะทำให้เพิ่มโอกาสในการดูแลกันและกันภายในเด็กนักเรียนได้ดียิ่งขึ้น
.
“เด็กที่เขารู้สึกว่าเขาต้องการมีพื้นที่ปลอดภัยทางใจนั้นอาจไม่ได้มีเยอะ เพราะบางคนเขาก็มีเป้ามาเพื่อเรียน บางคนมีเป้ามาเพื่อหาเพื่อน บางคนมีหลาย ๆ เป้า เรามองในจุดนี้และคิดถึงว่าเป้าหมายที่เขาอยากจะทำมันอาจจะมีอุปสรรครออยู่แน่นอน ถ้าเรามีพื้นที่ที่ปลอดภัยทางใจให้กับเขาได้ ในวันที่เขาแค่อาจจะเหนื่อยกับการเรียนเฉย ๆ  อยากจะมีคนฟัง มีคนให้ระบายว่าวันนี้ข้อสอบเขาทำได้ไม่ดีเลย.. เพียงอยากได้การรับฟังจากใครสักคน หรือเขาอยากที่จะได้รับคำปรึกษา.. หรืออาจเป็นปัญหาในเรื่องอื่น ๆ เช่น เพื่อน, ครอบครัว, ความรัก, ความสัมพันธ์, การเงิน เรื่องอะไรก็ตามแต่.. เรามองว่า ‘การฟัง’ แม้ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา แต่มันทำให้สถานการณ์ดีขึ้นได้ กลับกันถ้ามีปัญหาแล้วเขาไม่ได้พูดหรือบอกใครเลย ไม่ได้มีใครมารับรู้ปัญหาเขาเลย.. มันเหมือนเกิดอะไรขึ้น ก็เหมือนเขาเกิดมาคนเดียวและจากไปคนเดียว..”
.
“พอมันมีพื้นที่ตรงนี้ให้ ก็กลายเป็นว่า มีคนรับรู้เรื่องเขาอีกคนหนึ่ง เขาก็ได้รู้ว่ามีอีกคนหนึ่งที่รับรู้ รับฟัง และห่วงใยเขาอยู่ และหลังจากนั้นการฟังก็จะช่วยเปิดทางให้กับเขาเอง ที่จะไปขอความช่วยเหลือจากคนอื่นได้.. การฟังเป็นขั้นตอนแรกมากกว่าสำหรับเรา”
.
“ซึ่งหลาย ๆ ครั้งตัวเด็กเองไม่กล้ามาปรึกษาครู เขาจะปรึกษาเพื่อนมากกว่า มากกว่าพ่อแม่ด้วยซ้ำ ถ้าเราสามารถสร้างเด็กที่เขามีพื้นฐานในการให้คำปรึกษาเพื่อนได้ ก็เป็นสิ่งที่ดีเพราะตัวเด็กเองเขามีความคิด อารมณ์ พฤติกรรมที่ตรงกันก็อาจเข้าใจกันได้ง่าย และถ้ามีทักษะการฟังหรือให้คำปรึกษานี้เพิ่มขึ้นมา ก็จะทำให้เพื่อนที่มารับคำปรึกษาได้รับการรับฟังที่สามารถช่วยเขาได้ทันท่วงที… หรืออาจมีบางเคสการปรึกษาที่เด็ก YC รับรู้ปัญหาที่เกินรับไหวมา เขาก็จะมาถามต่อ มาส่งต่อให้ครูแนะแนวทั้งสามคน เราก็จะช่วยดูแลกันต่อไป โดยในขั้นแรกให้เขาได้มีพื้นที่ดูแลกันเองก่อน”
.


ครูเกศ ชวนมองภาพงานการฟังที่เธอตั้งใจอยากขยับให้เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ของครู เพราะเธอเห็นว่าครูคนหนึ่งนั้นสามารถส่งผลต่อเด็ก ๆ ได้อีกหลายสิบหลายร้อยชีวิต
.
“การฟังไม่เพียงสำคัญกับเด็ก ทว่ากับครูก็สำคัญด้วยเหมือนกัน เราทำกับพี่ ๆ อีกสามคน รวมถึงรองฝ่ายบุคคล ทำเป็นโครงการ ‘ครูซับใจ มพ.’ กิจกรรมนี้จะเกิดในช่วงมกราคม ปี 69 เป็นการเปิดพื้นที่ให้ครูได้มาพูดคุยปฏิสัมพันธ์กันในเรื่องต่าง ๆ ครูหลายคนก็มีเรื่องที่มากกว่าการเป็นครู แต่ละคนมีหน้าที่และบทบาทที่แตกต่างกันไป บางคนนอกจากครูแล้วก็มีหน้าที่การเป็นลูก เป็นแม่ เป็นพ่อ มีหลากหลายบทบาท”
.
“เรามองว่าถ้าคุณครูหนึ่งคนยังไม่สามารถที่จะสบายใจหรือดูแลปัญหาของตัวเองได้ หรือใช้คำว่ามีการที่เคลียร์ตัวเองได้ในหน้าที่บทบาทอื่น ๆ ที่ครูเองก็อาจจะมีความกังวลหรือขุ่นมัวอยู่ในใจ เวลาเขาไปสอนเด็ก เด็กก็จะรับรู้ได้ สัมผัสได้ ทำให้หลายครั้งในความขุ่นมัวของครูพอมีการส่งออกมา ก็อาจทำให้เด็กซึมซับ เด็กอาจคิดว่าครูเป็นอะไรนะวันนี้ ทำไมดูโมโหจัง… ทำไมดูซึม ๆ ก็อาจส่งผลต่อมวลรวมในการสอนให้แย่ลงไปได้
.
“เราก็เลยมองว่า ถ้าเราสามารถจัดพื้นที่ตรงนี้ได้ ให้ครูเขาได้พูดคุยกัน ได้มาแชร์กัน เล่นกัน ได้มีเวลาสนุกผ่อนคลายบ้าง ก็น่าจะเป็นพื้นที่ที่ทำให้ครูเขาได้ปลดปล่อยอะไรบางอย่าง ได้เกิดความสบายใจ แล้วก็สามารถไปจัดการดูแลการเรียนการสอน ชีวิตทำงานและชีวิตส่วนตัวก็จะไปด้วยกันได้ดีด้วย
.
“สำหรับเราเอง เรามองว่าการฟังทำให้เราใจดีกับตัวเองและผู้อื่นมากขึ้น ทำให้เราเห็นว่าเราเริ่มไม่ตัดสินผู้อื่นจากสิ่งที่เขาพูดหรือเป็น แต่ว่าเราดูจากหลายองค์ประกอบจากนั่นนี่ เราไม่ได้ตัดสินว่าเพราะคุณแต่งตัวแบบนี้ เพราะคุณทำแบบนั้น.. คุณเลยเป็นแบบนี้แน่ ๆ ทำให้เราได้เปิดมุมมองเพิ่มขึ้นว่าการที่เราตัดสินเขาแค่ภายนอก แต่ยังไม่ได้ทำความรู้จักพูดคุย มันไม่ใช่สิ่งที่ดีนะ กลับกันถ้าเราโดนอะไรแบบนั้นมา.. ก็ทำให้เราเข้าใจว่ามันเป็นเรื่องปกติของมนุษย์  หากใครที่ไม่ได้รู้จักเรา จะมองเราแบบนั้นมันก็ไม่ผิด.. การฟังมันเลยทำให้เราใจดีกับตัวเองและใจดีกับผู้อื่นมากขึ้น”

ความสุขประเทศไทย
PDPA Icon

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save