มูลนิธิกระจกเงา

การร่วมทำงานกับคนหมู่มาก ยิ่งงานนั้นต้องอาศัยความเชื่อมั่นในอุดมการณ์เดียวกันด้วยแล้วจำเป็นต้องอาศัย “การสื่อสาร” ที่เป็นเหมือนหัวใจสำคัญในการรวมคนหมู่มากให้สามารถยืนหยัดทำงาน ท่ามกลางภาระงานที่หนักเหนื่อยเมื่อยล้า

ในสภาวะที่ต้องเผชิญปัญหาหน้างานให้ตามแก้ไขไม่เว้นแต่ละวัน แม้งานเหล่านั้นจะขึ้นชื่อว่าเป็น “งานอาสาเพื่อสังคม” ที่มักมีแรงขับเคลื่อนจากภายในของแต่ละบุคคลเป็นทุนเดิมอยู่แล้วก็ตาม ทว่ายังคงต้องการบ่อน้ำคอยเติมพลังใจแก่กัน ดังที่มูลนิธิกระจกเงากำลังขับเคลื่อน “ล้อมวงเล่ากระจกเงา”

.

“ตอนนี้มูลนิธิกระจกเงาเป็นองค์กรพัฒนาสังคมที่มีหน้างานทั้งหมด 20 โครงการ เรามีความหลากหลายของกลุ่มคนอยู่มากเลยทีเดียว องค์กรของเรามีวิสัยทัศน์ใน 3 เรื่อง คือ สร้างคน สร้างนวัตกรรม และสร้างความเปลี่ยนแปลง… ก่อนหน้านี้เราเน้นการสร้างนวัตกรรม เพื่อดันการสร้างความเปลี่ยนแปลง ทีนี้พอเรากลับมามองกระจกเงาแล้วเราก็เห็นว่าเรามีคนที่หลากหลายและคนอาจจะยังไม่ถูกดูแล หรือถูกสร้างอย่างประณีต เราจึงเริ่มกิจกรรม ‘ล้อมวงเล่ากระจกเงา’  ขึ้นมา เพื่อเริ่มการสร้างคนในมูลนิธิกระจกเงา ผ่านการสร้างพื้นที่พบปะกัน ให้คนทำงานได้มีปฏิสัมพันธ์กัน โดยชวนเขาทบทวนแรงบันดาลใจ ความฝัน หรืออนาคตที่อยากทำร่วมกัน..” ปลาทอง – ดร.ศิวนุช สร้อยทอง หัวหน้าคลินิกกฎหมายของมูลนิธิกระจกเงาเล่าถึงจุดเริ่มต้นในการผลักดันให้มีพื้นที่นี้เกิดขึ้นจริงในสถานที่ทำงานของเธอ

.

“จริง ๆ ในมูลนิธิฯ ของเรามีวงคุยกันแบบนี้อยู่แล้ว แต่เกิดขึ้นเฉพาะกลุ่มคนที่สนิทกัน แต่สำหรับ ‘ล้อมวงเล่ากระจกเงา’ ในพื้นที่นี้เราจะรวมเอาคนที่ไม่ได้สนิทกันมาอยู่ในพื้นที่นี้ด้วย… คนที่ไม่เคยเห็นกันในหน้างาน ไม่เคยรู้จักหรือสัมผัสกันมาก่อน… เพราะตอนนี้คนในมูลนิธิฯ เฉพาะเจ้าหน้าที่ประจำเรามีอยู่กว่า 150 คน, เจ้าหน้าที่รายวัน 150 คน ในจำนวนนี้เรายังไม่นับรวมอาสาสมัครที่หมุนเวียนกันมาในแต่ละวัน หรือนักศึกษาฝึกงานที่อยู่ในกระจกเงา… เราอยู่กันคนละโครงการ บางทีเราอาจจะไม่ได้เจอกันเลยนะ เพราะว่าออฟฟิศเราอยู่กันคนละที่ แม้อยู่ในละแวกเดียวกัน แต่อยู่กันคนละตึก เพราะฉะนั้นเราก็จะไม่ได้มีเวลามาเจอกันประจำขนาดนั้น กิจกรรมล้อมวงเล่ากระจกเงา จึงเป็นกิจกรรมที่ทำให้เกิดการพูดคุยระหว่างกันอย่างเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา…”

.

“ในเดือนการฟังแห่งชาติที่ผ่านมา กิจกรรมล้อมวงเล่ากระจกเงามีเกิดขึ้นด้วยกัน 12 วง ทั้งหมดไม่ได้จัดต่อเนื่องกันทว่าวงไหนนัดกันพร้อมเมื่อไหร่ก็จัดขึ้น เราเริ่มกันเมื่อปลายตุลาคมและจบภายในพฤศจิกายน ในแต่ละวงเราให้หัวหน้าโครงการจับคู่กัน เพื่อให้ดูแลวง โดยมีฝ่าย HR เป็นคนจัดการดูแล มีการจัดเจ้าหน้าที่ให้มาอยู่ประจำวงแต่ละวงโดยที่ไม่ซ้ำหรือหากซ้ำก็ซ้ำน้อยมาก และให้โจทย์ว่าในแต่ละวงให้ชวนออกแบบการพูดคุยโดยให้มีเป้าหมายคือ ให้เกิดการทบทวนแรงบันดาลใจ และร่วมแชร์ความฝันหรืออนาคตที่อยากทำ…”

.

“เราจับคู่หัวหน้าโครงการที่อาจจะไม่เคยทำงานร่วมกันมาก่อนเลย อย่างของเราเองทำคลินิกกฎหมายก็ได้ไปจับคู่กับหัวหน้าโครงการที่ทำเรื่องการแบ่งปัน การจัดการของ ซึ่งร้อยวันพันปี น้อยมากเลยที่เราจะมีโอกาสได้คุยกัน เพราะเราทำคนละหน้างานเลย… ในระดับหัวหน้างานเราจะเข้าประชุมองค์กรในทุก 2 เดือนอยู่แล้ว เรามีความเข้าใจว่าเพื่อนทำอะไร แต่ความสัมพันธ์ ความสนิทชิดเชื้อกันในตัวเนื้องานนั้นเรายังไม่มีโอกาส และพื้นที่นี้เป็นการสร้างสัมพันธภาพนั้นขึ้น ทำให้เรากลมกลืนกันมากขึ้น เป็นหนึ่งเดียวกันมากขึ้น… เราได้ยินเสียงของเพื่อนเรามากขึ้น เวลารับของบริจาค อย่างหน้างานคลินิกกฎหมาย เราก็วุ่นวายกับคนเนาะ พอเราได้มาฟังคนที่ต้องวุ่นวายกับของหรือคนที่มากับของ เราก็ได้เข้าใจเพื่อนเราที่ทำงานมากขึ้น…”

.

“ระยะเวลาในการจัด เราอยากให้ได้อย่างน้อยสักประมาณชั่วโมงหนึ่งแต่เราก็ไม่ได้มีการบังคับจริงจัง และกิจกรรมในวงเราก็เปิดให้แต่ละหัวหน้าวงสร้างสรรค์เลย บางวงเขาจัดหมูกระทะ บางวงก็มีเล่นเกม ขึ้นอยู่กับหัวหน้าโครงการว่าเขาอยากจะใช้เครื่องมือไหนในการทดลอง โดยมีเป้าหมายเป็นวงเพื่อสร้างวัฒนธรรมความเป็น being ของกระจกเงา ความเป็นกระจกเงาไม่ใช่แค่มาใส่เสื้อกระจกเงาแล้วเป็นกระจกเงา แต่คือสปิริตของคน คือแรงบันดาลใจของคน คือแผนภาพชีวิตในอนาคตของคนทำงาน ว่าคนทำงานแต่ละคนคุณเห็นตัวเองจากกระจกเงาอย่างไร…”

.

จากคำที่ว่าการลงมือทำสำคัญกว่าคำพูด ในหน้างานของกระจกเงาที่ต้องการความรวดเร็วว่องไว ต้องมีการปรับตัวเพื่อการตอบสนองให้ทันท่วงที ‘การพูดคุยกันมาก ๆ’ ยังถือเป็นเรื่องดีไหม ? 

.

“เรื่องนี้เป็นไดนามิก… ในบางเรื่องกระจกเงาเราเองก็ต้องมีการต้มความคิด เราไม่ได้ลงมือทำมากอย่างเดียว บางเรื่องกว่าจะคิดให้ทะลุออกมาได้ต้องอาศัยการประชุม ดังนั้นเราประเมินว่าเป็นเรื่องเป้าหมายมากกว่า ว่าเป้าหมายคืออะไร ถ้าเป้าหมายคือสิ่งที่ต้องสร้างความเข้าใจ การพูดคุยกันนั้นมีความจำเป็น… แต่การพูดคุยที่ต้องมานั่งประชุมกันอย่างเดียวก็อาจจะไม่ใช่ เราไม่ได้เชื่อเรื่องวงประชุมแบบอนุรักษ์นิยม วงประชุมเชย ๆ เราไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่ เราว่ามันต้องมีไดนามิกระหว่างสองอย่างระหว่างพูดและลงมือทำ ขึ้นอยู่กับเป้าหมายในแต่ละรอบ.. อาจเป็นการพูดคุยร่วมกับการลงมือทำก็ได้ หรือบางทีการพูดคุยอาจไม่มีคำพูดในนั้นเลยก็ได้นะ อย่างเช่น งานภัยพิบัติที่หาดใหญ่”

.

“ถ้ามีช่วงเวลาที่มีเหตุการณ์สำคัญ ๆ เช่น ต้องบริจาคของหรือรับของบริจาคจำนวนมาก หรือต้องไปทำภารกิจภัยพิบัติ อะไรอย่างนี้… ก็จะมีวงเฉพาะกิจขึ้นมาในการพูดคุย แต่ก็ไม่ใช่การพูดคุยเชิงทางการขนาดนั้นนะ เป็นการพูดคุยเป้าหมายบางอย่าง… แล้วการเปิดวงตรงนี้ก็ทำให้รู้จักและสนิทกัน เหมือนตอนทีมเราไปทำภัยพิบัติน้ำท่วม เราก็ไปสนิทกับทีมช่าง เพราะว่าไปล้างบ้านด้วยกัน… ทั้ง ๆ ที่ในเวทีการทำงานจริง ๆ เราแทบจะไม่เจอกันเลย”

.

“เท่าที่พี่หนูหริ่ง (สมบัติ บุญงามอนงค์) เล่านะ คือแต่ก่อนกระจกเงา ยังไม่ใหญ่ขนาดทำงาน 20 โครงการแบบตอนนี้ จำนวนคนเราไม่เยอะ ตอนเย็นหรือเช้าเขาจะมีวงมานั่งคุยกัน โดยพื้นฐานกระจกเงาเราทำงานเป็นการพูดคุยและลงมือทำไปด้วยเป็นไดนามิกนะ หมายถึงตอนเช้าพูดคุยกัน ไปทำงาน ตอนเย็นกลับมาถอดบทเรียน… เขาเป็นอย่างนั้นกันอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าพอขนาดขององค์กรเราใหญ่ขึ้น แล้วมันทำแบบนี้ไม่ได้ พอทำแบบนี้ไม่ได้ จึงกลายเป็นเราสนิทกันจากกิจกรรมที่ให้มีการลงแรง เช่น งานบริจาคของ รับของจำนวนมาก หรือต้องไปทำภารกิจภัยพิบัติ เราสนิทกันเพราะเราลงไปทำงานด้วยกันจริง ๆ ซึ่งไม่ใช่หน้างานที่ทำกันเป็นปกติ ล้อมวงเล่าหรือวงของกระจกเงาที่มีอยู่เดิม มันเป็นตามธรรมชาติเนื้องาน เราเรียกว่า ‘volunteer spirit’   ซึ่งเราคิดว่ามันน่าจะมีวงพูดคุยกันในลักษณะนี้อยู่ต่อเนื่อง จึงเกิดมาเป็นล้อมวงเล่ากระจกเงา เราคิดกันมานาน ก็เพิ่งได้เริ่มและต้องทำต่อเนื่องให้ได้”

.

“คิดไว้ว่ามันเป็นวงในการร่วมฝัน… ไม่เพียงเป็นวงปรับทุกข์อย่างเดียวนะ แต่เป็นวงแห่งการเล่าถึงความภาคภูมิใจของคนบางคนด้วย บางคนเขาเล่าถึงการได้ไปเอาเตียงให้ผู้ป่วยติดเตียง… น้องเขารู้สึกเต็มตื้นในหัวใจอย่างไร ฝ่ายที่เขาเป็นคนจัดการของ ของที่เขาได้รับมาก็มีการดูแล ซ่อมบำรุง แล้วพอมันไปถึงคนที่ได้ใช้จริง ๆ แล้วมันสร้างสุขอย่างไร เขาก็ได้แบ่งบันกันและกันฟัง… เป็นวงที่เปิดให้เราได้ปรับทุกข์ ร่วมฝัน แชร์ความภาคภูมิใจ… เหล่านี้คือหัวใจของการทำงาน  volunteer spirit  มันเป็นคุณค่าหนึ่งที่เราอยากให้ทุกคนได้ แล้วยิ่งสัมผัสตรงนี้มันคือความเต็ม มันไม่สามารถเอาเงินไปซื้อได้ มันต้องเกิดจากการทำอะไรประมาณนี้”

.

“ตอนไปร่วมงานเดือนการฟังแห่งชาติ ทีมเราได้ ‘Listenian Card การ์ดฟังสร้างสุข’ เราก็ทดลองทำวงฟังกระจกเงา… เริ่มต้นจาก 4 คนก่อน คุยกับพี่หนูหริ่งว่า น่าจะต้องมีวงฟังกระจกเงา เริ่มแรกเป็นวงเล่า… แต่พอเป็นวงฟังมันจะลึกขึ้นกว่าเดิม… เราอาจจะมองเห็นเพื่อนของเราในมิติที่ลึกมากขึ้น และช่วยกันปลดปล่อยสิ่งที่อยู่ในใจเพื่อนเราได้ ตอนที่ทดลองเล่นกัน 4 คน รู้สึกดีมาก รู้สึกว่าพอมันมีเครื่องมือที่เป็นคำถามที่ดี… ก็นำไปสู่การฟังที่ดีขึ้นได้ เครื่องมือมีความสำคัญมาก  อันนี้เราก็คิดว่าจะทำในรอบต่อไป อาจจะต้องเริ่มจากการฝึกฟัง..เราว่าต้องมีคนมาทดลองแล้วก็หมุนบรรยากาศไป ให้รู้สึกว่าน่าลองทำ..ในส่วนนี้จะเป็นโจทย์ต่อไป คือเราจะเพิ่มความเข้มข้นเชิงลึก ซึ่งเราจะต้องถอดบทเรียนจากรอบแรกก่อน แต่คิดว่าความลึกซึ้งก็จะมากขึ้นเรื่อย ๆ”

.

“ไม่ว่าจะไปหน้างานไหนการฟังคนอื่นอย่างได้ยินนั้นเป็นหัวใจสำคัญ... ได้ยินสิ่งที่เขาพูด และได้ยินความรู้สึกของเขาด้วย เราคิดว่าการอยู่ร่วมกันมันมาจากการเข้าอกเข้าใจ หากเรามีความเข้าอกเข้าใจในแง่การปฏิบัติต่อมนุษย์ตรงหน้าเรา… มันจะเป็นอีกแบบหนึ่ง หัวใจเราจะเปิดอีกแบบหนึ่ง…”

ความสุขประเทศไทย
PDPA Icon

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save