ในเดือนการฟังแห่งชาติ พฤศจิกายน 2025 ที่ผ่านมา โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ดำเนินกิจกรรมเกี่ยวกับการฟังร่วม 16 กิจกรรม โดยนับรวมการเกิดขึ้นของกิจกรรมทั้งหมดได้ประมาณ  50 ครั้ง

เพื่อขับเคลื่อน “การฟัง” ให้กลายเป็นวัฒนธรรมภายในองค์กร การขับเคลื่อนเรื่องการฟังนี้เกิดขึ้นจาก พญ.รัชฎา สหะวรกุลศักดิ์ แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร แพทย์หญิงผู้มีประสบการณ์การฟังที่เปลี่ยนชีวิตตนเองและผู้คนรอบข้าง

.
“จุดเริ่มต้นมาจากเราเรียนหลักสูตร Resilience ของธนาคารจิตอาสา มีโอกาสได้รู้จักทีมธนาคารจิตอาสาอยู่เรื่อย ๆ จนกระทั่งปีที่แล้ว ( 2024 ) เขาเริ่มทำเดือนการฟังแห่งชาติครั้งแรก เราก็ เอ๊ะ เหมือนประชาชนทั่วไปนี่แหละว่า เดือนการฟัง.. และยังมีคำว่าแห่งชาติด้วยหรือ? เรารู้ว่าการฟังสำคัญแต่ไม่รู้ว่าจะขับเคลื่อนในระดับชาติ.. ก็ได้รู้จักกับเรื่องการฟัง แต่ก่อนเราเป็นนักฟังที่ไม่ดี เพราะมีข้อจำกัดหรือตอนนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นข้ออ้างก็ได้ เพราะเรามีเวลาน้อย ไม่มีเวลาไปฟังใครหรอก เวลาฟังก็ฟังเพื่อให้ได้การสรุปและแนวทางแก้ไขปัญหาเลย เรารู้แค่ว่าการฟังสำคัญ แต่ไม่ได้ตระหนักกับมันจริง ๆ จนได้มาเรียนรู้กับทีมธนาคารจิตอาสา ตอนนั้นเราเรียนในเชิงทฤษฎีแล้วรู้สึกว่าอยากลองทำดู…”


.
“เราเริ่มจากตัวเองและคุณพ่อของเรา เรากับพ่อมักจะคุยกันได้น้อย เวลาสื่อสารเราจะจับเพียงเนื้อหา ไม่ได้ไปถึงเรื่องความต้องการหรือความรู้สึก แล้วเราก็มักจะด่วนสรุปในสิ่งที่คุณพ่อพูด เราก็จะรู้สึกว่าเวลาคุยกับคุณพ่อแล้วเราคุยได้น้อย… คุณแม่เราเพิ่งเสียเมื่อสองปีที่แล้ว ตอนท่านยังอยู่ท่านสองคนเป็นคู่รักที่สนิทกันมาก เป็นคู่ที่น่ารัก คุยกันงุ้งงิ้งกันอยู่สองคน  แต่พอคุยกับลูก ๆ ก็จะคุยได้น้อยคำ พอคุณแม่เสีย เราเองได้เห็นความเหงาของคุณพ่อ เขาเหงามาก ๆ และเขาไม่รู้จะคุยกับใคร เราก็กลับมาใช้เคล็ดลับ 3 ข้อ โดยเฉพาะข้อสุดท้ายเรื่องการใส่ใจความรู้สึก พอเราใส่ใจความรู้สึกของคุณพ่อ ใส่ใจความรู้สึกของตัวเอง มันทำให้การสื่อสารของคุณพ่อกับเราดีขึ้นมาก”
.
“เราเห็นแล้ว ที่พ่อได้สื่อสารมาแต่ละเรื่อง ว่าทำไมแต่ก่อนเราฟังเขาไม่ได้ แต่ตอนนี้เราฟังได้ พ่อเขาเป็นคนพูดน้อยตั้งแต่แม่เสีย พูดน้อยคำมาก บางครั้งไม่พูดอะไรเลย อย่างเราเรียก ‘ป๊ากินข้าวยัง’ ท่านตอบ ‘กินแล้ว’ เราถามต่อ ‘กินกับอะไรไป’ ท่านตอบ ‘กินกับต้มจืด’ เป็นอาการถามคำตอบคำ.. หรือบางครั้งก็ไม่ได้คุยอะไรกันเลย.. แต่พอเราใช้ตรงนี้ เราได้สังเกตเรื่องการสื่อสาร 7% โทนเสียง 38% ภาษากาย 55% เราก็เอามาใช้ได้เยอะเลย บางทีคุณพ่อมีการสื่อสารน้อย แต่ตัวโทนเสียงและภาษากายตรงนี้ทำให้เรารู้ว่าเขาอยู่ในสภาวะอารมณ์แบบไหน เราเลยเชื่อมกับเขาได้ดีขึ้น”
.
เมื่อ พญ.รัชฎา เริ่มเห็นผลจากความสัมพันธ์ใกล้ตัว เธอเริ่มนำทักษะการฟังไปใช้กับคนไข้ของเธอ แม้จะมีเรื่องเวลาเป็นความท้าทาย เนื่องจากต้องรับเคสจำนวนมาก แต่เธอก็ได้ลองจัดสรรเวลาจนทำให้เกิดเรื่องราวการสร้างแรงบันดาลใจที่เติมพลังให้ตัวเธอและคนไข้อีกมากมาย
.


“จริง ๆ เราได้เจอหลายเคส แต่เคสนี้เป็นการเปิดประตูการใช้ทักษะการฟังครั้งแรกของปีที่แล้วเลย เขาเป็นคนไข้สโตรกวัยกลางคน เดิมทำงานเป็นวิศวกรในกรุงเทพ บ้านเกิดอยู่ปราจีนบุรี ตามความฝันของเขาคือเขาอยากกลับมาทำสวนผลไม้ สวนทุเรียนที่บ้านเกิด ตอนนั้นด้วยภาวะหมดไฟในการทำงาน เขาจึงตัดสินใจลาออก… และตอนนั้นทางบ้านเขาเกิดแรงต้านมาก ด้วยงานที่เขาทำอยู่เป็นงานที่มั่นคง มีรายได้โอเคอยู่แล้ว ก็เกิดคำถามจะลาออกมาทำไม แต่เขาก็ตัดสินใจที่จะลาออก พอลาออกมาผลปรากฏว่าดันมาเป็นสโตรก… แขนและขาของเขาขยับไม่ได้เลย นึกออกไหมว่าคนที่กำลังจะมาเริ่มต้นใหม่โดยที่ทุกคนค้านเขามาก แต่เขากล้าที่จะตัดสินใจ และก็เหมือนโชคชะตามาเล่นงานเขาพอดี พอเขารอดชีวิตจากการช่วยเหลือของทีมหมอระบบประสาท เขาก็เข้ารับการฟื้นฟู เราก็เป็นแพทย์ที่ดูเขา”
.
“เราก็เป็นแบบเดิม ตอนดูคนไข้เราก็จะคุยเพียงสั้น ๆ ไม่ได้คุยลึกลงไปถึงเบื้องหลังอะไรมากมาย เราดูตามหลักทั่ว ๆ ไป ตามที่เราเคยทำ ในวันหนึ่งที่เรากำลังจะดิสชาร์จ (discharge) หมายถึง จำหน่ายผู้ป่วยจากโปรแกรมการฟื้นฟู หลังจากที่เขามาฝึกกับเราเป็นเวลา 3 เดือนแล้ว เราก็เห็นเขาก็เดินได้โดยใช้ไม้เท้า เห็นว่าการใช้ชีวิตประจำวันถือว่าสามารถที่จะออกจากโปรแกรมที่โรงพยาบาลได้แล้ว เราก็แค่ว่าเอ้อเดี๋ยวเราจะจำหน่ายออกจากโปรแกรมของโรงพยาบาลนะ ต่อไปก็เป็นการฝึกที่บ้าน แล้วเดี๋ยวเราค่อยมาติดตามกัน.. เขาตอบกลับมาแค่ ‘ครับ’ ในจังหวะนั้นเรารู้สึกว่าแค่ ‘ครับ’ คำเดียวนั้นมันสะกิดต่อมเอ๊ะ ตอนนั้นเรากำลังพิมพ์ประวัติคนไข้อยู่ ซึ่งเราพิมพ์ไม่เก่ง ทำให้ไม่ได้หันไปโฟกัสกับคนไข้ แต่ตอนนั้นคำว่า‘ครับ’ คำเดียวนั้นมันทำให้คำว่า ‘การฟัง’ แว้บเข้ามาในสมอง แล้วทำให้เราตัดสินใจมองหน้าเขา แล้วเราก็ถามเขาว่า ‘มีอะไรอยากเล่าให้หมอฟังไหม’…”
.
“คำถามนั้นถือเป็นการเปิดประเด็นเลย เขาก็เริ่มคุยและเปิดใจกับเรา ซึ่งเรามารู้จากพี่สาวของเขาที่จะคอยพาเขามาทำกายภาพต่อเนื่องในวันนั้นเองว่า น้องชายของเขาเคยตัดสินใจจะฆ่าตัวตาย วันนั้นเป็นวันที่เราเพิ่งได้รับข้อมูลนี้ เราคิดกับตัวเองเลยว่า ที่ผ่านมาเราพลาดอะไรไปหรือเปล่า.. แต่ก็โชคดีที่ครอบครัวเขามีการซับพอร์ตทางจิตใจที่ดี จนกระทั่งตัวคนไข้เองตัดสินใจจะอยู่ต่อ และบอกครอบครัวว่าการอยู่ต่อครั้งนี้ของเขา เขาอยู่ต่อเพื่อคุณพ่อคุณแม่และพี่สาว และครอบครัว เราก็ได้คุยกับเขาในส่วนนี้.. ได้ถามเขาต่อว่า ณ วันนี้ ในคำว่า ‘ครับ’ มันมีความรู้สึกอะไรอยู่ด้วยไหม เขาก็ตอบกลับมาว่า เขามีความรู้สึกกังวล รู้สึกว่าเขายังเดินได้ไม่มั่นคงพอ เราเลยถามเขาอีกว่า ความต้องการเขาคืออะไร เขาตอบว่าอยากแข็งแรงกว่านี้ อยากออกกำลังกายที่โรงพยาบาลให้แข็งแรงกว่านี้ เพราะเขายังอยากกลับมาทำโฮมสเตย์และสวนทุเรียนอีก… ”
.
“เรารู้สึกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเขามันเหมือนเขารู้สึกว่าคุณค่าของเขามันหายไป ในใจเรารู้สึกอยากให้เขาเห็นคุณค่าของตัวเองอีกรอบ ให้ชีวิตเขาเดินต่ออีกรอบ เราเลยบอกเล่าให้เขาฟังว่าในมุมของหมอ ตอนนี้หมอเจอคนไข้ในลักษณะเดียวกับคนไข้นี่แหละ เป็นกลุ่มคนวัยทำงาน แล้วเขาหมดความหวัง เราก็เลยชวนว่าคุณมาเป็นแรงบันดาลใจให้คนไข้สโตรกในกลุ่มนี้ไปด้วยกันกับหมอได้ไหม… เราชวนทำอย่างไม่ได้มีการเตรียมการนะ ทุกสิ่งเกิดมาจากการฟังทั้งหมด พอเราพูดไป แววตาเขาก็เปลี่ยนหมดเลย จากที่เศร้า ๆ แววตามันมีประกายเลย อ๋อ งั้นเรามาถูกทางแล้ว จากที่รู้สึกว่าคุณค่าเขาหาย วันนี้เราชวนเขา บอกเขาว่าตัวเขาไม่ใช่แค่กลับไปทำโฮมสเตย์นะ แต่เขากำลังเป็นผู้จุดประกายแรงบันดาลใจให้คนไข้กลุ่มสโตรกในวัยทำงานด้วย เขาตอบทันทีว่าเขายินดีมาก แล้วแววตาเปลี่ยน น้ำเสียงเปลี่ยน ท่าทางเปลี่ยน…”


“จากประสบการณ์ของเรา เรารู้สึกว่าการฟังแค่นั้นแหละ มันสามารถช่วยคนได้เยอะมาก ในขณะเดียวกันมันก็ทำให้เรามีคุณค่าในตัวเอง สิ่งที่เราทำตอนนี้ เอาจริง ๆ ไม่ได้ลงทุนเรื่องเงินเลย ลงทุนแค่เวลาและแรงนิดหน่อย ซึ่งถ้าเราฝึกตรงนี้จนกลายเป็นนิสัยเราแล้ว เราสามารถทำให้เป็นพฤติกรรมของเราได้แล้ว… ถ้าเราจะนำมาใช้กับคนไข้ เคสหนึ่งเราตรวจไม่เกิน 5 – 10 นาที แต่บางทีเมื่อฟังไปเรื่อย ๆ เราอาจใช้เวลา 15 – 30 นาที ตรงนี้เราต้องก้าวข้ามอะไรบางอย่างอยู่เหมือนกัน.. ซึ่งเราเองไม่ได้หวังผลลัพธ์อะไรขนาดนั้น ผลนั้นเกิดเองโดยไม่รู้ว่าเกิดได้อย่างไร แต่พอออกมาแล้ว เรารู้สึกว่านี่แหละ การฟังไม่ได้ช่วยเพียงคนไข้ แต่ช่วยครอบครัวเขาด้วย.. เราเลยรู้สึกว่าเหมือนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงของเรา รู้สึกว่าถ้าเรื่องนี้เราสามารถถ่ายทอดให้คนในองค์กรเราได้ จะมีผลมาก..”
.
ขณะนี้ที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ได้ขับเคลื่อนเรื่องการฟัง แบ่งออกเป็น 3 ระดับ ด้วยกันได้แก่  1.ระดับบุคคล  2. ระดับหน่วยงาน และ 3. ระดับองค์กร นำทีมโดย พญ.รัชฎา สหะวรกุลศักดิ์ แพทย์หญิงตัวเล็ก ๆ ที่สัมผัสถึงพลังของการฟังและตั้งใจส่งต่อสิ่งนี้ให้แก่คนรอบข้าง เพื่อนร่วมงาน และคนไข้ของเธอ พญ.รัชฎา บอกเล่าแก่ทีมงานด้วยน้ำเสียงสดใสว่า เธอเล็งเห็นความท้าทายของการขยับงานการฟังในองค์กรของเธอ การเกิดขึ้นของกิจกรรมใหม่ ๆ อาจต้องใช้ทรัพยากรคนและเวลามาก การแทรกซึมทักษะการฟังให้อยู่ในบริบทงานเดิมจึงถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีและไม่ยุ่งยากจนท้อให้การลงมือทำ อย่างกิจกรรมที่เกิดขึ้นแล้วเป็นประจำ เช่น morning talk, เวลาประชุม, รายการเสียงตามสาย ฯลฯ ถือเป็นเนื้องานที่สามารถนำทักษะการฟังเข้ามาผสานได้อย่างลงตัว ซึ่งโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรก็มีการดำเนินกิจกรรมเหล่านี้ต่อเนื่องไป จนเกิดเป็นวัฒนธรรมองค์กรที่สามารถช่วยคนทำงานและคนไข้ได้จริง เปรียบ “การฟัง” ดั่งยารักษาชีวิต ที่ทุกคนสามารถแบ่งปันกันได้ไม่จำกัดสถานที่และเวลา

.
“
การจ่ายยาที่ชื่อว่าการฟังนี้ เราต้องไม่คาดหวัง ถ้าเราแจกแล้วคุณไม่นำไปใช้ ฉันจะไม่โอเคนะ ไม่ใช่อย่างนั้น… เรามั่นใจว่าเราทำเต็มที่แล้วและเราก็สนุกกับมัน ทำแล้วสนุกดี เราก็ยังทำต่อไป” พญ.รัชฎา สหะวรกุลศักดิ์

ความสุขประเทศไทย
PDPA Icon

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save