การเริ่มต้นสร้างพื้นที่รับฟังอาจเป็นเรื่องใหม่ในสังคมเรา ทีมครูแนะแนวโรงเรียนกำแพงแสนวิทยา นำโดย ครูแก้ว – ภัสรัญ สระทองนวล และน้อง ๆ นักเรียนชุมนุม “Youth Counselor (YC) เพื่อนที่ปรึกษา” ร่วมกันจัดกิจกรรมการฟังที่มาในธีม “ปฐมพยาบาลใจ”
สร้างพื้นที่การฟังในรูปแบบใหม่ ๆ ให้เหล่านักเรียนรู้สึกถึงความผ่อนคลาย เป็นกันเอง จนเห็นว่าการรับฟังกันและกันคือเรื่องธรรมดาที่ช่วยเพิ่มพื้นที่ปลอดภัยให้เกิดขึ้นได้จริงภายในโรงเรียน
.
“เรามองว่าเราทำครั้งแรก แล้วอยู่ ๆ มีคนมานั่งรับฟัง อาจจะเป็นไปได้ยาก เพราะสังคมเราไม่เคยมีสิ่งนี้เกิดขึ้น เราเลยสร้างสตอรี่ให้เป็นเหมือนโรงพยาบาลเล็ก ๆ ย่อย ๆ โดยแบ่งเป็นสามจุด หนึ่ง จุดคัดกรอง คอยไถ่ถามซักประวัติ ใช้เวลาประมาณ 15 – 20 นาที, สอง จุดรับยา จุดนี้เราให้เขียนคำขอบคุณถึงตนเองหรือใครก็ได้ที่รู้สึกอยากขอบคุณ, จุดสาม รับใบนัด จุดนี้เราทำให้เป็นข้อความให้กำลังใจในการ์ดเล็ก ๆ ให้อ่านสามเวลาหลังอาหาร เช้า กลางวัน เย็น เน้นสร้างสีสันแบบขำ ๆ ไป ในส่วนนี้เราระดมเด็กสายศิลป์มาช่วยกันทำได้ถึงสองสามร้อยใบ” ครูแก้วเล่า
.
งานนี้เป็นการร่วมใจลงมือทำจากหลายส่วน ทั้งจากเด็กนักเรียนในชุมนุม Youth Counselor (YC) ทั้ง 25 ชีวิต น้อง ๆ นักเรียนแกนนำจากสโมสรนักเรียนและสโมสรที่ทำงานจิตอาสาเพื่อสังคม รวมแล้วกว่า 60 ชีวิต ที่เข้ามาร่วมอบรมการฟังกับครูแก้วก่อนมาช่วยกันจัดกิจกรรม “ปฐมพยาบาลใจ” ให้เป็นพื้นที่รับฟังให้น้อง ๆ นักเรียนภายในโรงเรียนกำแพงแสนวิทยากว่า 400 คน ภายในเวลาเพียง 3 วัน
.
“เรามองว่ากระบวนการการฟังนั้นไม่ต้องให้คำปรึกษา ไม่ต้องให้ใครมาช่วยอะไรก็ได้ ถามว่าคุณได้มาร่วมกิจกรรมนี้แล้ว บางทีเพียงการแลกเปลี่ยนของคุณมันก็ช่วยเยียวยาใจได้แล้วนะ แลกเปลี่ยนกับเพื่อนก็ทำให้เราได้ขยายมุมมอง บางครั้งไม่ต้องมีใครมาปลอบ แต่เขาจะเข้าใจได้ด้วยตัวเอง และรู้สึกว่านี่ไม่ได้มีแค่เราที่ทุกข์นะ บางทีได้ฟังเรื่องของเพื่อนเห็นว่ามีคนที่เจอเรื่องหนักกว่าเราอีกนะ เราก็ไม่รู้ว่าต้องเศร้าหรือทุกข์ไปทำไม เขาก็จะคิดขึ้นมาได้ โดยกระบวนการตรงนี้…”

“โดยหลัก ๆ สิ่งที่นักเรียนเราได้เลยคือ หนึ่ง นักเรียนได้รู้เรื่องของการฟังด้วยหัวใจ การฟังอย่างลึกซึ้งมากขึ้น และเท่าทันเสียงในหัว มีความตระหนักรู้มากขึ้น มีโมเมนต์ขำ ๆ เวลาเขากลับบ้านแล้วได้ฟังผู้ใหญ่ที่บ้าน ก็จะมีแอบมองหน้ากันแบบขำ ๆ ว่านี่คือการแนะนำสั่งสอนนะ เขาก็เท่าทันและไม่นำไปใช้ต่อกับคนอื่น ๆ, สอง เขามีความกล้า สามารถที่จะเข้าไปช่วยเหลือ เข้าไปช่วยรับฟังผู้คนรอบข้างมากขึ้น เช่น น้อง ๆ ม.1 ก็มีไปลงไอจีหรือกลุ่มไลน์ของเขาว่าตอนนี้เรามีทำกิจกรรมอาสารับฟังนะ…”
.
“เราเองไม่ได้ตีกรอบว่าเราทำกิจกรรมนี้เพื่อลดปัญหาบูลลี่หรืออื่น ๆ นะ มนุษย์ทุกคนก็เป็นอย่างนี้แหละ มีอยู่แล้วปัญหา แต่มันจะด้านไหนล่ะ ครอบครัว หรือด้านอื่น ๆ เหล่านี้เป็นธรรมชาติไปตามวัย เช่น ม. 1 ก็จะมีเรื่องการปรับตัว มีเรื่องฮอโมนส์เปลี่ยนแปลงพลุ่งพล่าน จัดการตัวเองไม่ได้.. เราเลยมองว่าพื้นที่นี้คือพื้นที่อะไรสักที่หนึ่ง ที่ทุกคนสามารถนำปัญหาที่มีมาโยนใส่ได้ มาทิ้งไว้ได้…”
.
“เพียงแค่เราจะบอกว่า การฟังมันสำคัญแบบไหน… อยากชวนพวกเรามาเปิดประสบการณ์สัมผัสการฟังที่แบบคนที่มีทักษะการฟัง คนที่มีใจอยากรับฟัง และเมื่อเราได้รับฟังกัน ความรู้สึกของคุณเป็นยังไง เมื่อเราใส่ตรงนี้ได้ เขาก็จะเข้าถึงคำว่าปลอดภัย เข้าถึงความรู้สึกอบอุ่น เข้าถึงสัมพันธภาพที่ดี ให้ความรู้สึกนี้เกิดขึ้นในใจ ..ไม่ว่าคุณจะเผชิญอะไรอยู่ คุณจะสามารถพร้อมรับมือกับมันได้ทั้งหมด เรามองแบบนั้น มองว่าเป็นวัคซีนที่เด็กแรกเกิดต้องฉีด เราไม่ได้มองว่าทำตรงนี้เพื่อจะแก้ปัญหา แต่มันเป็นยาครอบจักรวาล สามารถป้องกันปัญหาได้ทุกมวล ทุกมิติ การฟัง ไม่ว่าคุณจะถูกบูลลี่… ไม่ว่าคุณจะทะเลาะกับแฟน ไม่ว่าอะไร ถ้าคุณได้รับการรับฟังนี้ มันจะช่วยให้คุณช้าลง… ช่วยได้ทั้งหมด เราจึงมองว่ามันคือพื้นที่ปลอดภัย”
.
นอกจากงานขับเคลื่อนในพื้นที่ของนักเรียนแล้ว ครูแก้วยังมองเห็นถึงสังคมครูภายในโรงเรียนว่าคือจุดเริ่มต้นที่ดีที่จะช่วยสร้างพื้นที่การฟังให้เกิดได้จริงและยั่งยืน

.
“กิจกรรมที่เราทำยังอยู่ในระดับปฏิบัติแต่ไม่ใช่ในเชิงระดับนโยบาย… เมื่อเราทำโดยที่มันยังขึ้นไม่ถึงระดับนโยบาย เวลาทำไปแล้วจะรู้สึกเหนื่อยและท้อ ถ้าเราไม่แข็งแรงจริง ๆ จะมีความรู้สึกท้ออยู่ เราเองก็ตั้งคำถามอยู่เหมือนกันว่าจะทำอย่างไรดี ให้ระดับนโยบายมาช่วยซับพอร์ตคนที่อยู่หน้างานหน่อย แต่ก็รู้ว่าเป็นได้ยาก เพราะเป็นระดับโครงสร้าง…”
.
“ทุกวันนี้มันเหลือจะเชื่อว่าเด็ก ๆ เขาต้องการแค่พื้นที่นี้ แล้วอาชีพครูนั้นยังติดกับดักการสั่งสอนอบรมมาก ๆ เลย แล้วเด็กก็จะรู้สึกว่างั้นไม่พูดละ ไม่เป็นไร จะให้ทำอะไรก็พูดมา จะกลายเป็นแบบนี้ไป แล้วพอเรามาทำในสิ่งที่แตกต่างก็อาจจะถูกมองว่ามันไม่ได้ผลหรอก เสียเวลา ใครจะไปมีเวลาฟังได้ขนาดนั้น…”
.
“แต่ก็มีคนที่เขาได้จริง ๆ กับการฟังนะ มีน้องครูสอนฟิสิกส์ เราติดโปสเตอร์สี่กับดักการฟังไว้หน้าโต๊ะน้องคนนี้ เขาไม่เคยอบรมกับเรานะ แต่เพียงอ่านโปสเตอร์นี้ทุกวัน ๆ เขาก็มีความเปลี่ยนแปลง เริ่มนำไปใช้กับเด็ก เด็กเริ่มเข้าหาและมองเขาเป็นพื้นที่ปลอดภัย.. เหล่านี้เกิดจากการอยู่และทำไปเรื่อย ๆ”
.
“เรารู้ว่ากำลังที่เราทำนั้นได้ประมาณไหน เราก็แค่กลับมาปรับสมดุลตัวเอง เราไม่สามารถเปลี่ยนสังคมหรือโลกทั้งใบนี้ได้หรอก เราก็แค่ต้องปรับใจเรานี่แหละ เท่าที่เราทำได้ ครูคนหนึ่งถ้าได้อยู่ตรงนี้ เขาก็จะตระหนักเห็นการเปลี่ยนแปลงในชีวิตครูจริง ๆ เราทำมาเรื่อย ๆ จนตอนนี้ฝ่ายบริหารเริ่มเห็น ผู้อำนวยการก็โยนโจทย์มา… มุมมองเปลี่ยน การสื่อสารก็จะเปลี่ยน”

