“มึงประกาศไปเลย กูไม่กลัวหรอก… กูก็จะออกไปกินข้างนอก ดูซิมาตรการชุมชนมันจะทำอะไรกูได้…” เสียงของใครคนหนึ่งดังเข้ามาในพื้นที่ทำงานของ นุต – พิมพ์มณี เมฆพายัพ ขณะนั้นเธอและทีมเครือข่ายชุมชนเปี่ยมสุข กำลังพาชาวบ้านกลุ่มหนึ่ง
ที่ต้องการเลิกดื่มเหล้ามาถอดบทเรียนถึงการเปลี่ยนผ่านของตนเองในช่วงเข้าพรรษาที่ผ่านมา นั่นเป็นครั้งแรกที่เธอบอกกับตัวเองว่า “เราต้องฟัง” เหตุการณ์นี้เกิดกับนุตเมื่อ 10 ปีที่แล้ว หลังจากนั้นเธอและทีมได้ปรับมุมมองต่อการทำงานไปมาก เธอและทีมได้เรียนรู้ที่จะรับฟังก่อนลงมือทำอะไรบางอย่างเสมอ
.
เครือข่ายชุมชนเปี่ยมสุข เป็นส่วนหนึ่งในงานขับเคลื่อนของเครือข่ายงดเหล้า ได้รับการสนับสนุนจาก สสส. สำนัก 1 ให้ทำเรื่องการลดเหล้า ลดบุหรี่ และลดปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ทางด้านสุขภาพ ตลอด 23 ปีที่ผ่านมา นุตและทีมทำงานกับชุมชนกว่า 30 แห่งทั่วประเทศ การทำงานของโครงการชุมชนเปี่ยมสุข จะมีวิธีที่กระชับเข้ามาอยู่ใกล้ตัวนักดื่ม นักเสพมากขึ้น มีการเข้าหาคนรอบข้างผู้ดื่มและเสพ ได้แก่ ครอบครัวและกลุ่มเพื่อน
.
“ที่ผ่านมาเวลาจะทำแผนอะไร เราก็จะบอกเลยว่า 1 2 3 4 และก็ให้เขาทำเลย แต่ตอนนี้เราเข้ามาฟังกันก่อน ตรวจดูความต้องการในชีวิต แต่ละคนมีเป้าหมายอะไร โดยเฉพาะมิติของกาย ใจ และสุขภาพ และเรื่องการเงิน แล้วค่อยมาออกแบบกันว่าแล้วถ้าทุกคนจะต้องไปในทิศทางเดียวกันนี้ ควรทำอย่างไรต่อไป…”
.
“ปีนี้เราเอาเพื่อนที่เลิกดื่ม เลิกสูบแล้ว ภายใต้ชมรมคนหัวใจเพชร มาเป็นเพื่อนคอยเชียร์ คอยติดตาม ให้กำลังใจกัน… พอเราเพิ่งฟัง เราก็เพิ่งได้ยินว่า… เพื่อนนักดื่มที่เข้าร่วมโครงการบอกว่า ช่วยกลับมาอีกทีได้ไหม… ขอเล่าเรื่องนี้ให้ฟังอีกทีได้ไหม.. เพราะครั้งหน้าเขาจะเอากลุ่มเพื่อนที่ดื่มด้วยกันมาฟังด้วยอีกทีหนึ่ง.. เราก็ถามเขาว่าเพราะอะไร เขาบอกว่า มันเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะเลิกได้ ตราบใดที่ทุกห้าโมงเย็น เขาจะต้องเดินผ่านวงเหล้านั้นทุกวัน มันเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะเลิกได้ ถ้าเพื่อนกลุ่มนี้ไม่เลิกด้วย..
.
เมื่อนุตและทีมได้ฟังเสียงสะท้อน เธอพบว่าการจะช่วยกลุ่มนักดื่มได้ การเข้าไปทำงานกับผู้คนรอบข้างที่ชิดใกล้นักดื่มนั้นก็เป็นอีกจุดที่สำคัญมากด้วย
..
“ปีนี้เป็นปีที่ 23 เราเริ่มทำให้หลากหลายขึ้น เราทำเรื่องบุหรี่ และยาเสพติดต่าง ๆ เริ่มจากสภาพแวดล้อมที่ใกล้เขามากที่สุดก็คือครอบครัว… เราพบว่ามันก็เกี่ยวเนื่องกับพื้นที่การฟังอีก เมื่อปี 63 – 65 เราถอดบทเรียนจากคนที่มาเข้าโครงการซึ่งเป็นคนดื่ม 100 คน ข้อมูลที่เป็นข้อมูลซ้ำๆ ที่เราได้ยินก็คือว่า ภรรยาและลูกเป็นกำลังใจหลักของเขามาก เวลาอยู่บ้านตอนก่อนออกจากบ้าน แล้วภรรยาถามว่า ‘เย็นนี้จะกินอะไรดี จะกลับมาทำไว้ให้…’ มันเป็นแรงจูงใจว่า เออ ระหว่างวงเหล้ากับเมีย เขาอยากกลับมาบ้าน เขาอยากจะเป็นใครคนหนึ่งที่บ้าน ส่วนใหญ่จะเป็นแบบนั้น และที่สำคัญลูกหลานสำคัญมากกับการขอให้เลิกเหล้าได้..”
.
“เราเลยเดินหน้าทำเรื่องกับครอบครัวเขาอีกที ว่าจะต้องมีวิธีการพูดให้กำลังใจอย่างไร เขาจะได้ไม่โดดเดี่ยว และเป็นเหมือนการชั่งน้ำหนักระหว่างการไปวงเหล้ากับการกินข้าวที่บ้าน.. ก็เลยแทนที่จะฝึกเรื่องของการฟังเฉพาะวงของคนที่เป็นนักดื่ม เราก็ขยายการติดเครื่องมือการฟังไปสู่วงแม่บ้านและวงลูก ๆ ด้วย”
.
นุตเล่าว่าสาเหตุของการตั้งวงเหล้าหรือการจับกลุ่มเสพสิ่งเสพติดของกลุ่มวัยรุ่นหรือในช่วงวัยใดก็ตามแต่ หลายกรณีมาจากการได้พบพื้นที่ที่สามารถพูดคุยบอกกล่าวเล่าถึงความทุกข์หรือการมีพื้นที่ที่จะไม่ตัดสินเขาเพียงเท่านั้น พวกเขาไม่ได้อยากติดเหล้าแต่พวกเขาต้องการ พื้นที่ที่ให้ความรู้สึกปลอดภัย ให้ความรู้สึกว่าเขาเป็นคนหนึ่งที่สำคัญและมีความหมาย และเราทุกคนสามารถช่วยกันทำพื้นที่นั้นได้ด้วยการ ‘รับฟัง’ .
“เหล้าคือเครื่องมือ เราเชื่อเรื่องแนวคิดของซาเทียร์ และเรื่องทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค พอเรามาลงลึกเรื่อการเสพติด เราพบว่ามันมาจากบาดแผลทางใจหลาย ๆ ราก ก่อนที่จะขึ้นมาเป็นดอกผลของการเสพติด บางคนไม่ได้ทุกข์อะไร แต่ข้อมูลอัปเดตมันอยู่ในวง พวกนี้ไม่ได้ติดเหล้า แต่ติดบรรยากาศ..หรือบางคนรู้สึกว่า ทำดีแค่ไหน เมียก็ยังด่า จึงหนีไปตรงนั้นดีกว่าเพราะเป็นพื้นที่ปลอดภัย มันมีอะไรหลายอย่างหลายเหตุผล ของการเติมเต็ม”
.
“จะมีบางคนที่อยู่ในแวดวงสังคมที่ไม่สามารถที่จะเปราะบางได้ บอกใครไม่ได้ด้วยซ้ำว่าตัวเองทุกข์ แล้วที่สำคัญตอนนี้ตัวเองกำลังติดเหล้า เขาก็จะอาศัยเหล้าเพื่อเล่าสิ่งเหล่านั้นออกมา เรียกว่าจากใจมุ่งสู่ปากเลย… และส่วนใหญ่เด็ก ๆ ที่ออกไปดื่ม บอกว่าบ้านไม่ปลอดภัย พ่อแม่ขี้บ่น และที่สำคัญเด็กไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ อยู่กับปู่ย่าตายาย เขารู้สึกว่าตายายไม่เข้าใจเราหรอก ถึงฟังก็ไม่เข้าใจในประเด็นที่เขาอยากเล่าอยากสื่อ ทุกข์ของเขามันใหญ่ และมันไม่มีใครโอบรับได้”
.
“วงเหล้าจึงเกิดจากการที่คนกลุ่มหนึ่งเขาพูดภาษาเดียวกัน บางวงที่ทะเลาะกัน ไม่มีสติ ก็มีอยู่เยอะ คุยกันไปข่มกันไปมันก็มี แต่ว่าเขาก็ไม่รู้จะไปไหน มันก็ต้องหาที่ให้เขา เพราะฉะนั้นเวลาทำงานสภาพแวดล้อมระดับชุมชน เราจะตั้งคำถามถึงว่ามันมีจุดที่ปลอดภัยพอสำหรับเขาไหม.. ถ้าสลายวงเหล้าเขาแล้ว มันจะมีวงอื่นที่ให้เขาทำไหม”

งานที่เครือข่ายชุมชนเปี่ยมสุข ทำอยู่ตอนนี้คือการลงพื้นที่ไปชวนครอบครัวหรือเพื่อนรอบตัวของนักดื่มนักเสพมามาร่วมเรียนรู้และติดเครื่องมือเกี่ยวกับการฟังและการให้กำลังใจชื่นชม ผ่านการลงไปทำกิจกรรมเกี่ยวกับโปรแกรมสุขภาพต่าง ๆ โดยต่อไปนุตและทีมจะเริ่มทำในส่วนของการชวนวางแผนเพื่อแก้ปัญหาหนี้สินร่วมด้วย
.
“โครงการชุมชนเปี่ยมสุขเริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนมิถุนายน ในเดือนพฤศจิกายนจะเป็นเหมือนระยะ 2 ของโครงการ เพราะโครงการฯ จะเริ่มทำงานระยะสองพร้อมกับเพื่อน ๆ ที่ทำเครือข่ายงดเหล้า และช่วงออกพรรษาตั้งแต่กลาง ๆ เดือนตุลาคมจะมีการรับสมัครต่อเนื่องสำหรับกลุ่มเพื่อน ๆ นักดื่ม นักสูบที่เข้าโครงการว่าใครบ้างอยากจะเลิกเหล้า เลิกบุหรี่ เลิกพนัน… เราก็จะชวนมาพัฒนาคุณภาพชีวิตครอบครัวด้วยการทำแผนครอบครัว… มีกิจกรรมต่าง ๆ ที่นำครอบครัวของเขามาร่วมด้วย โดยเราก็นำแคมเปญที่เราทำอยู่แล้ว คือ ‘ชวน = ฟังให้ได้ยิน’ มาทำด้วย เพราะ เราจะต้องจัดกิจกรรมให้กับกลุ่มเพื่อนที่เป็นนักดื่มด้วยกัน.. และครอบครัวที่จะมาทำแผนคุณภาพชีวิตเปี่ยมสุขด้วยกันเพราะฉะนั้นกิจกรรมหลัก ๆ เลยก็คือ ทำให้เกิดการฟัง..”
.
เราถามนุตว่าทำไม “การฟัง” ถึงสำคัญต่อการทำงานพัฒนาชีวิตของคนมาก นุตทบทวนประสบการณ์ที่เธอเจอและไล่เรียงถึงเหตุผลในทุกด้าน เธอฉายภาพให้เห็นถึงการแก้ไขทุกปัญหาด้วยการ “ฟัง”
.
“งานนี้เริ่มเมื่อ 23 ปีที่แล้ว เราทำงานร่วมกันกับ สสส. ก็จะมีแคมเปญ ‘งดเหล้าเข้าพรรษา’ ‘จน เครียด กินเหล้า’.. เพื่อน ๆ เราโดยเฉพาะนักวิชาการสายมานุษยวิทยา จะไม่ค่อยชอบ เขาก็จะบอกว่า ‘ไอ้พวกรู้ดี ชอบสั่งสอนคนอื่น มีสิทธิอะไรไปสั่งสอนเขา มันเป็นเงินในกระเป๋าเขานะอะไรแบบนี้… ในช่วง 10 ปีแรกของงาน เป็นช่วงที่เราทำช่วงเข้าพรรษาด้วย เหมือนงานบุญปะเพณีปลอดเหล้า เราเรียกว่ามันเป็นการจัดสภาพแวดล้อมระดับชุมชน คือเราเชื่อว่า ‘เหล้าฟรี’ ทำให้เกิดนักดื่มหน้าใหม่ ถึงจะมีงานเข้าพรรษาก็ตาม แต่ในชุมชนเวลามีงานศพหนึ่งงาน จะมีคนระดมเข้าไปช่วยกันกางเต็นท์ ทำครัว และอื่น ๆ
.
“เจ้าภาพรู้สึกว่าเวลามีคนมาช่วยก็จำเป็นต้องเลี้ยงเบียร์ตอบแทน คนที่ไม่ได้ตั้งใจจะดื่ม แต่พอมีเหล้าฟรี มันก็มีโอกาส นักดื่มหน้าใหม่บอกว่า ได้ดื่มครั้งแรกก็ตอนมาช่วยงานกางเต็นท์นี่แหละ สาว ๆ ที่อยู่ในครัวก็ชวนกันดื่ม เพราะว่าล้างจานบ้างอะไรบ้างก็เป็นสินน้ำใจที่เจ้าภาพเลี้ยง เราก็เสียน้ำใจไม่ได้ ก็เริ่มดื่มตั้งแต่ตอนนั้น เพราะฉะนั้นตอนนั้นเราเลยคิดว่า ถ้าทำเรื่องเข้าพรรษาก็ควรทำเรื่องเหล้าฟรีทั้งหมดด้วย เรามุ่งทำเรื่องกับร้านค้า ให้ร้านค้าปฏิบัติตามกฎหมาย… คือห้ามขายเหล้า เราก็ทำไปจนสามารถประกาศเป็นมาตราการของกระทรวงมหาดไทยได้ แล้วเราก็เอาเองคิดว่ามันสำเร็จแล้ว”
.
“ตอนเข้าไปถอดบทเรียนปรากฏว่า เราได้ยินเสียงคนที่เป็นนักดื่มซึ่งเขาอยู่ด้านนอกวง เพราะเขาถูกกันออก เขาก็ตะโกนเข้ามาบอกว่า ‘มึงก็ประกาศไปเลย กูไม่กลัวหรอก.. กูก็จะออกไปกินข้างนอก ดูซิมาตราการชุมชนมันจะทำอะไรกูได้’ ตอนนั้นแหละ เป็นครั้งแรกที่เราฟัง ตอนนั้นเรารู้สึกว่าถ้าสิ่งที่เรากำลังทำมันสำเร็จจริง ทุกคนต้องเห็นด้วยและมีความสุขสิ แต่นี่มันก็มีอีกหลายเสียงที่ไม่ได้เห็นด้วย ก็แปลว่ามันยังไม่ใช่ ก็เลยกลับมาทบทวน และเป็นช่วงนั้นที่พี่ได้ไปเรียนกับธนาคารจิตอาสาแล้วเขาพูดเรื่องการฟัง… เราคิดว่าส่วนหนึ่งก็น่าจะได้มาจากตรงนั้นด้วย”
.
จากการได้ยินเสียงตะโกนนี้เป็นจุดเปลี่ยนเล็ก ๆ ที่ทำให้นุตและทีมอีก 16 ชีวิต เดินหน้าทำงานพัฒนาชีวิตเพื่อนมนุษย์ ด้วยการใช้ทักษะการรับฟัง ฟังให้ได้ยินถึงความทุกข์ของเขาก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นจึงค่อยเข้าไปเติมเต็มในส่วนที่สามารถทำได้ต่อไป
.
“กว่า 30 ชุมชนที่เราดำเนินการกันอยู่ จะมีพวกงานอาสาอะไรต่าง ๆ ที่ชวนเขาไปทำ หลายคนจากที่ดื่มจนหลอนพยายามฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ เป็นถึงขนาดนั้น… ตอนนี้ก็มาเป็นสมาชิกสภาเทศบาล ทั้งหมดนี้ทำได้เพราะชุมชนเองได้มาร่วมกับเราและช่วยกันทำให้มองเห็นโอกาสว่าจะดึงเขาขึ้นมาอย่างไร… เราเรียนรู้ว่าชุมชนแทนที่จะออกกติกาให้เขาอย่างเดียวก็ต้องมาฟังเขาด้วยเหมือนกัน มาดูว่าคน ๆ นี้เขาเชื่อเรื่องอะไร แล้วเรามีส่วนที่จะช่วยอะไรได้บ้าง ส่วนใหญ่พวกเราแทบไม่ต้องทำอะไรนะ เพียงไปชวนให้เขามาสังเกตเห็นกัน… แล้วก็ลองออกแบบกันดูตามที่เราพอจะมีทรัพยากรอยู่ อะไรที่ขาดไป เราก็เติมเข้าไป งบประมาณ ความช่วยเหลือด้านข้อมูลต่าง ๆ”
