“CARE TO CAREER ดูแลใกล้ชิด… จนก้าวสู่เส้นทางอาชีพ” คือแนวทางในการให้การศึกษาของมหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย ครอบครัวใหญ่แห่งนี้ให้ความสำคัญ
ในการสร้างพื้นที่ปลอดภัยแก่นักศึกษาในองค์กรอย่างมาก พวกเขาขับเคลื่อน ‘พื้นที่การฟัง’ นำทีมโดยคณะอาจารย์และนักศึกษาจากคณะพยาบาลศาสตร์ ร่วมสร้าง safe zone แก่เพื่อนนักศึกษากว่า 1,200 คน
.
“ตอนที่เริ่มเรื่องการฟัง เริ่มจากเราต้องการดำเนินตามนโยบาย CARE TO CAREER ตามมอตโต้ของมหาลัยของเรา คือเราต้องการดูแลนักศึกษาอย่างใกล้ชิด จนกระทั่งส่งเขาเข้าสู่เส้นทางวิชาชีพ ทางทีมงานก็รู้สึกเป็นเกียรติและดีใจมาก ๆ ที่ได้เข้าร่วมโครงการ เพราะเรารู้สึกว่าการฟังอย่างลึกซึ้งเข้ากับสิ่งที่มหาวิทยาลัยกำลังดำเนินการอยู่ หลังจากที่ได้เข้าร่วมงานเปิดตัวที่ธนาคารแห่งประเทศไทย เราก็นำมาทำต่อด้วยการสร้างนิเวศการฟัง 3 ระดับ ระดับแรก คือ กลุ่มอาจารย์ เราเรียกว่ากลุ่มทีมงานคณะกรรรมการพัฒนานักศึกษา เป็นอาจารย์จาก 8 คณะ ที่ดูแลรับผิดชอบนักศึกษาโดยตรง… ระดับสอง กลุ่มนักศึกษา และระดับสาม การขยายไปสู่ชุมชนรอบข้าง…”
.
“เรามีโอกาสทำงานทั้งกับเพื่อนร่วมงานและนักศึกษา ด้วยอาชีพอาจารย์ ถ้าในสมัยอดีต คนที่เป็นอาจารย์ก็จะพูดเป็นส่วนใหญ่ แต่พอมาได้สัมผัสเรื่องของการฟังก็ได้พบว่า การเรียนรู้การฟังอย่างลึกซึ้ง สามารถให้เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้สถานการณ์ต่าง ๆ มันดีขึ้น อย่างตอนนี้เรามีน้อง ๆ ที่ต้องดูแลเพราะดำรงตำแหน่งบริหารอยู่ เราค้นพบว่าการฟัง ทำให้สัมพันธภาพภายในองค์กรดีขึ้น การรับฟังเวลาคนมีปัญหาแล้วอยู่กับเขา 100 % ให้เราเป็นพื้นที่ปลอดภัย แล้วตัวเราเองก็สามารถแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ โดยที่มองต้นเหตุได้มากขึ้น…”
.
“ที่สำคัญเราได้นำมาใช้ในการเรียนการสอน เวลาที่เราต้องสื่อสาร ถ้าเราโฟกัสที่สิ่งที่เราจะถ่ายทอดอย่างเดียว โดยที่ไม่ได้พิจารณากับคนตรงหน้า หรือไม่ได้ลองฟังเขาบ้าง หลาย ๆ ครั้งเราก็พลาดไปหรือไม่ทราบว่านักศึกษาเขาเข้าใจ หรือเขารู้สึกแบบที่เราต้องการจะสื่อสารจริงหรือเปล่า.. แต่พอสัมผัสเรื่องการฟังอย่างลึกซึ้ง เริ่มสังเกตสิ่งที่ไม่ใช่เพียงคำพูด หรือไดอะล็อก แต่เริ่มสังเกตอารมณ์หรือว่าสายตาที่นักศึกษาเขาแสดงออกมา ด้วยเทคนิคการฟังนี่แหละ มันทำให้เราเปิดประตูหัวใจระหว่างเรากับตัวนักศึกษาได้มากขึ้น.. เป็นมนุษย์ฟังมนุษย์ เมื่อก่อนเราอาจจะเหมือนเอไอนิดนึง”ดร.ปนัดดา เจริญศักดิ์ คณบดีคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย

.
“ในส่วนของการฟัง เรามองว่ามันมีส่วนสำคัญมาก สมัยก่อนเราอาจฟังแบบผิวเผิน ฟังแบบไม่ได้ใส่ใจ แต่พอเรามาศึกษาเรื่องการฟังอย่างแท้จริง ฟังให้เข้าไปที่จิตใจของเขา และฟังโดยไม่ตัดสิน อันนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนที่มาคุยกับเรา เข้าสัมผัสได้ว่าเรามีความจริงใจ และเราก็พร้อมที่จะรับฟังเขาจริง ๆ ตรงนี้มันเกิดประโยชน์ เป็นการสร้างในเรื่องของความไว้วางใจซึ่งกันและกันด้วย… และเราพร้อมที่จะเป็นคนที่นั่งข้าง ๆ เขาเวลาที่เรามีปัญหา” ดร.อภิปราย ดวงน้อย ผู้อำนวยการสำนักพัฒนานักศึกษา มหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย
.
ขณะนี้มหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชียได้ขับเคลื่อนระบบนิเวศการฟังมาด้วยกัน 2 ระดับแล้ว คือ ระดับแรก คือ กลุ่มอาจารย์ ด้วยการทำเวิร์กชอปการฟังอย่างลึกซึ้งใช้ชื่อว่า “Deep Listening for Deep Caring” มีคณะอาจารย์เข้าร่วมทั้งหมด 16 ท่าน ภายในเวิร์กชอปมีการบรรยายโดยอาจารย์จากคณะจิตวิทยา และพาเล่น Listenian Card การ์ดฟังสร้างสุข, และในระดับสองได้ทำงานกับนักศึกษาจากกลุ่มแกนนำของชมรมคนรักสุขภาพ คณะพยาบาลศาสตร์ จัดกิจกรรม “ฟังฟุ้งฟู” เปิดพื้นที่รับฟังแก่เพื่อนนักศึกษาด้วยกัน
.
“กิจกรรมฟังฟุ้งฟู เราได้ใช้ Listenian Card การ์ดฟังสร้างสุข มาทำกิจกรรม ซึ่งน้อง ๆ กลุ่มนี้ได้ฝึกทักษะการฟังแนวทางที่ สสส. ให้มา และน้อง ๆ กลุ่มนี้ก็เป็นแกนนำในการดูแลเรื่องร่างกายและจิตใจ ตรงนี้เป็นกลุ่มที่ยังไม่ใหญ่มาก แต่เรามีแผนในการขยายด้วยการอบรมทักษะการฟังเป็นระยะให้แก่น้องนักศึกษา เราเห็นว่าด้วยวัยที่ใกล้เคียงกันจะทำให้เขาเปิดใจกันได้มากขึ้น โดยปี 2569 เราจะพัฒนาต่อเป็นกิจกรรม ‘ม้านั่งมีหู’ เพื่อเพิ่มพื้นที่การฟังในมหาวิทยาลัยมากขึ้น” ดร.อภิปราย
.
“จากกิจกรรมฟังฟุ้งฟูเราได้เรียนรู้เกี่ยวกับการฟังมากขึ้น จากที่เป็นคนที่ไม่สามารถฟังได้นาน ๆ ก็ได้เรียนรู้การฟังให้ได้นานขึ้นและการไม่ตัดสินผู้อื่นตั้งแต่แรก ในความคิดหนูก็คือการที่เราฟังผู้อื่น โดยที่เราตัดสินเขาไปแล้ว ซึ่งคนที่เราตัดสิน เขาอาจไม่ได้เป็นแบบนั้นก็ได้ เขาแค่อยากจะเล่าให้เราฟัง ให้เราระบาย เพียงแค่เราเป็นเซฟโซนของผู้อื่น… และสำหรับหนู ในช่วงวัยนี้เห็นว่าเรามีบางเรื่องที่ไม่ได้กล้าเปิดเผยมาก พอมีโครงการเกี่ยวกับการฟังเข้ามามันค่อนข้างดีกับพวกเรา ในแง่ที่มีการได้เล่าให้ใครสักคนฟัง และเขาสามารถเก็บความลับไม่นำไปเผยแพร่ต่อ หรือเล่าต่อให้เราอึดอัด…” – อภิรดี (มิ้ง) นักศึกษาจากชมรมคนรักสุขภาพ คณะพยาบาลศาสตร์
.
“หนูว่าเป็นเรื่องที่ดีสำหรับการฟังกัน หนูเองรู้สึกว่าบางครั้งเวลาเราเครียดจากการเรียนหรือการทำงาน แล้วเราอธิบายให้คนใกล้ตัว พ่อแม่ครอบครัวฟัง แล้วท่านอาจไม่เข้าใจ เราก็สามารถมีพื้นที่ปลอดภัยของเราได้ ทำให้เราลดความเครียดได้มากขึ้น ทำให้เรามีเวลาอ่านหนังสือหรือพักผ่อนได้เพิ่มขึ้น… ได้ไม่ต้องเป็นโรคซึมเศร้า… คิดว่าถ้ามีพื้นที่แบบนี้เกิดขึ้นจะช่วยในประเด็นนี้ได้เยอะ อีกอย่างหนูเห็นเรื่องราวจากข่าวที่มีคนฆ่าตัวตาย คิดว่าสาเหตุหนึ่งมาจากสิ่งเหล่านี้ด้วย คือ การที่ไม่มีผู้ฟังที่ดีหรือไม่มีพื้นที่ปลอดภัย เขาจึงไม่สามารถพูดเรื่องนี้กับใครได้ ทำให้เกิดความรู้สึกอึดอัดสะสม… แต่ถ้าเรามีพื้นที่แบบนี้เยอะ ๆ การเกิดขึ้นของเคสเหล่านี้อาจจะลดน้อยลงก็ได้” – อารยา (เอย) นักศึกษาจากชมรมคนรักสุขภาพ คณะพยาบาลศาสตร์
.
นอกจากแผนการพัฒนาพื้นที่การฟังในกิจกรรม “ฟังฟุ้งฟู” และ “ม้านั่งมีหู” ที่เป็นเป้าหมายระยะยาวของทีมขับเคลื่อน ดร.ปนัดดา ยังย้ำถึงความสำคัญในการติดเครื่องมือทักษะการฟังแก่คณาจารย์ และยกระดับขยายงานการฟังไปสู่พื้นที่ชุมชนรอบข้างอีกด้วยว่า
.
“อาจารย์มหาลัยเป็นกลุ่มที่ต้องดูแลช่วงวัยของนักศึกษา ต้องบอกว่าช่วงวัยนี้เป็นช่วงวัยที่ค่อนข้างเปราะบาง เพราะเขาต้องปรับตัวจากการเป็นนักเรียน ม.6 มาสู่มหาวิทยาลัย ต้องเจอกับสภาพแวดล้อมใหม่ ๆ ที่หนักหน่วงทีเดียว.. เด็ก ๆ ต้องเจอหน้าอาจารย์เป็น 50 % ของชีวิตเขาเลย ทั้งเจ็ดวัน อาจารย์หลาย ๆ คนแทบไม่สามารถปลีกตัวออกมาอยู่กับตัวเองได้บ้างเลย อาจารย์ถือเป็นกลุ่มที่ต้องเข้าไปสัมผัสชีวิตของนักศึกษาอย่างมาก เราก็มองว่าอาจารย์นี่แหละที่เป็นบุคคลที่ต้องพัฒนาทักษะการฟังนี้ก่อน ไม่เพียงแค่อาจารย์ในคณะพยาบาล แต่รวมถึงอาจารย์ในคณะอื่น ๆ ที่ต้องดูแลนักศึกษาในคณะของเขาด้วย เราจึงทำกิจกรรม ‘Deep Listening for Deep Caring’ ให้ทุกกลุ่ม ไม่กระจุกเพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ทุกคนควรได้รับสิทธิในการพัฒนาเรื่องนี้ เพราะอาจารย์เองจะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยสร้างสังคมในมหาวิทยาลัยให้เด็ก ๆ รู้สึกสบายใจ ได้อยู่ในเซฟโซน ไม่ใช่เพียงเพื่อน ๆ เขาเท่านั้น แต่เราเองที่สามารถเริ่มเป็นพื้นที่ปลอดภัยก่อนได้”
.
“แผนปี 2569 เราตั้งใจนำทักษะการฟังไปร่วมทำในกิจกรรม ‘พี่เลี้ยงโรงเรียน’ ซึ่งเป็นการออกไปเทรนด์ให้คุณครูในชุมชนรอบข้างมหาลัย จากเดิมที่เรามุ่งเทรนด์เรื่องการสื่อสารอย่างสันติ (NVC) ให้กับค่ายยุวชนอาสา, กลุ่มประทุมยังแคร์ หรือการนำกิจกรรมจัดดอกไม้จัดใจเข้าไปทำ ตอนนี้เราก็ตั้งใจว่าจะนำเรื่อง Deep Listening เข้าไปเสริม ไปขยายต่อ เพื่อสร้างวัฒนธรรมการฟังไปสู่ชุมชนรอบข้าง” ดร.ปนัดดา เจริญศักดิ์ คณบดีคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย
