MUSC Litenian Space

ตลอดเดือนการฟังแห่งชาติทุกบ่ายโมงของวันพุธ ณ ใต้ตึกกลม ศูนย์รวมใจชาวคณะวิทยาศาสตร์ ม.มหิดล จะมีโต๊ะไม้เล็ก ๆ จำนวน 5 ตัว แต่ละตัวถูกประดับแจกันดอกไม้สีสันสดใส ขนาบด้วยเก้าอี้ขนาดพอดีตัวจำนวน 2 ที่นั่งหันเข้าหากัน โดยโต๊ะแต่ละตัวจะห่างกันประมาณ  10 ก้าวเดิน ตั้งกระจายเป็นวงกลมครอบคลุมบริเวณใต้อาคาร เพื่อเตรียมพร้อมในการทำกิจกรรมโต๊ะรับฟัง ‘MUSC Listenian Space’

.

ผศ. ดร.นฤมล เอมะรัตต์ หรือ ‘อาจารย์ปุ๋ม’ เรียกพื้นที่นี้ว่า  “ประตูเชื่อม” ที่คอยเชื่อมร้อยเพื่อนมนุษย์ผู้มีเรื่องราวความทุกข์ในใจและเพื่อนมนุษย์อาสารับฟังให้มาพบกัน เธอเล่าเกริ่นว่าตนเองให้ความสนใจในการเรียนรู้ทักษะการฟังเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ด้วยเพราะอาชีพอาจารย์ที่มักจะได้รับฟังเรื่องราวความทุกข์ของเหล่านักศึกษาอยู่เนือง ๆ และจากประสบการณ์เข้าร่วมกลุ่ม “เพื่อนครูมหิดล” กว่า 15 ปีที่ผ่านมานั้นทำให้รู้ว่าการมีใครคอยรับฟังหรือแบ่งปันความทุกข์ที่พบเจอในชีวิตไปบ้างเป็นเรื่องที่ดีงามกระทั่งสามารถช่วยชีวิตกันไว้ได้จริง ๆ


.
ปี 2567 ที่ผ่านมาเมื่อโครงการเดือนการฟังแห่งชาติเริ่มขึ้นครั้งแรก อาจารย์ปุ๋มและทีมซึ่งมีทั้งอาจารย์ เจ้าหน้าที่และนักศึกษาจากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่สนใจเรียนรู้เรื่องการฟังจึงเข้าร่วมและเป็นอาสารับฟัง ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านจนถึงขณะนี้ที่เธอและทีมกำลังขยับพื้นที่การฟังนี้ให้เติบโตมากขึ้นเรื่อย ๆ และลดระยะห่างระหว่างนักศึกษา อาจารย์ หรือเจ้าหน้าที่มหาลัยไปทีละนิดทีละนิด ซึ่งทีมคณะวิทย์ มหิดล ใช้หลักการในการอาสารับฟังปีนี้ไว้ว่า “ไม่พูดขัด ไม่ตัดสิน ไม่เล่าต่อ”
.
“นักศึกษาหลายคนไม่รู้มาก่อนว่ามีพื้นที่แบบนี้ หรือไม่เคยรู้มาก่อนว่าตนเองสามารถเล่าความทุกข์ให้คนอื่นฟังได้ บวกกับความรู้สึกของเด็กส่วนใหญ่จะคิดว่าอาจารย์มหาลัยเข้าหาได้ยากกว่าครูในระดับมัธยม ซึ่งตรงนี้ก็ถือเป็นด่านยากด่านแรก ๆ ที่ทำให้อาจารย์และนักศึกษามีระยะห่างระหว่างกัน.. อย่างน้อยพื้นที่นี้จะทำหน้าที่เชื่อมร้อยพวกเขาเอาไว้ ให้รู้ว่าในคณะวิทยาศาสตร์ มหิดล มีพื้นที่แบบนี้อยู่ ในอนาคตเมื่อเขามีปัญหาหรือทุกข์ที่ล้นเกินจะรับไหวแม้วันนั้นจะไม่ใช่เดือนการฟังแห่งชาติก็ตาม แต่เขาก็จะรู้ว่าเขาสามารถเดินมาหาเราหรือทีมเราที่ทำเรื่องนี้อยู่ได้..
.
“เดือนนี้เป็นเพียงเดือนที่เราทำให้เกิดกิจกรรมนี้เกิดขึ้น เพื่อให้รู้ว่าเราสามารถสร้างพื้นที่นี้ได้ มองว่ายิ่งในมหาวิทยาลัยหรือสถานศึกษาควรมีพื้นที่แบบนี้อยู่ในทุกวัน ไม่ต้องถึงขนาด 24 ชั่วโมง อย่างน้อย ๆ ในช่วงกลางวัน เป็นพื้นที่ที่ทำให้รู้ว่าเขาสามารถเดินมาได้ มีคนรอรับฟังเขาอยู่ มันดีกว่าปล่อยให้เขาอยู่อย่างมืดมิดและไม่รู้ว่าจะหันไปทางไหน”
.
13.00 น. เก้าอี้แต่ละตัวค่อย ๆ ถูกจับจองโดยเหล่าผู้เล่าและอาสารับฟัง ตลอดทั้งบ่ายยาวไปถึงเย็นย่ำมีผู้เล่าและอาสาคอยรับฟังกว่า 20 ชีวิต ทยอยผลัดเปลี่ยนเรียนรู้และแบ่งปันความทุกข์จากกันและกัน


“บางปัญหาเรารู้อยู่แล้วว่ามันแก้ยังไง เราก็ไม่ได้อยากได้คนมาบอกว่ามันต้องอย่างนี้ ๆ นะ ในความรู้สึกเราต้องการคนที่อยู่แล้วรับฟังเราจริง ๆ ไม่ได้รีบที่จะชี้ทางออก เพียงอยู่รับฟังและคอยสนับสนุนเราว่าวิธีการนี้มันน่าจะถูกนะ… ผมคิดว่าพื้นที่นี้คล้าย ๆ เวลาเรามีปัญหาแล้วไปปรึกษา AI แต่ตอนปรึกษา AI มันเหมือนเป็นห้องที่เราตะโกนแล้วได้ยินแต่เสียงเราเอง เหมือนคุยกับร่างโคลนตัวเอง ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ผมมานั่งเล่าเรื่องตัวเองให้คนอื่นฟัง ผมรู้สึกว่าการมานั่งเล่าให้มนุษย์ด้วยกันฟังมันดีกว่าเล่าให้  AI ฟังมาก ๆ”

โอเว่น – กฤติน นักศึกษาชั้นปีที่ 2 เล่าประสบการณ์การเป็นผู้เล่าครั้งแรก เขาบอกว่าการมาใช้บริการรับฟังในวันนี้นอกจากทำให้เกิดความเบาใจที่ได้ระบายความทุกข์ออกมาแล้ว ยังเปลี่ยนมุมมองของเขาต่อการรับฟังไปอย่างมาก “ผมคิดว่าสังคมเรายังต้องการคนฟังอยู่มาก แต่กำลังคิดว่าแล้วเราฟังคนอื่นบ้างหรือยัง เช่น หลายครั้งเราฟังเพื่อเล่าเรื่องราวของตัวเอง เราไม่ได้ฟังแบบฟังคนที่อยู่ตรงหน้าจริง ๆ ผมเพิ่งมาสัมผัสความรู้สึกที่มีคนฟังผมจริง ๆ ได้เมื่อกี้ที่อาจารย์ปุ๋มฟังผม และคิดว่าจะพยายามนำทักษะนี้ไปปรับใช้ดู ลองเป็นคนฟังจริง ๆ ดูบ้าง”
.
“เรื่องราวประสบการณ์ของผู้เล่าทำให้เราเห็นคุณค่าของความเป็นคนมากขึ้น กลายเป็นว่าเรามาอาสารับฟังแต่เราเป็นคนที่ได้ เราเชื่อมั่นในการฟังมาก ๆ เพราะสิ่งที่ทำให้เราผ่านปัญหาครอบครัวมาได้ก็เป็นเพราะ ‘การฟัง’ นอกจากเรามาอาสาฟังแล้ว เราก็เอาไปปรับใช้กับที่บ้าน เราฟังคนที่บ้านมากขึ้น แล้วบรรยากาศที่บ้านเราก็เปลี่ยนไป เช่น เรามีปัญหากับพ่อแต่พอเราฟังพ่อมากขึ้น เราก็เหมือนได้พ่อคนใหม่กลับมา เราเองเลยรู้สึกขอบคุณทุกคนที่มาเล่าให้เราฟังมาก ๆ ขอบคุณที่ให้เราเองได้ฝึกรับฟังและได้บทเรียนไปใช้ในชีวิตจริง” คุณเมย์ -พัฒอนัญฌ์  วัย 42 ปีแบ่งปันมุมมองต่อการทำงานอาสารับฟัง
.
“เราเชื่อว่าเวลาคนเราได้บอกเล่าเรื่องราวของตนเอง มันจะเกิดกระบวนการเรียบเรียงความคิดและเขาเองจะเป็นผู้เห็นทางออกได้ชัดที่สุด เราในฐานะผู้ฟังทำหน้าที่เพียงตั้งใจฟังเขาจริง ๆ มีบ้างที่คอยสะท้อนสิ่งที่เห็นในเรื่องราว ทว่าเป้าหมายคือการรับฟังและเป็นกำลังใจให้สำหรับคนที่ต้องการ.. และเป็นธรรมดาที่เรารับฟังอะไรแล้วเราก็จะมีความรู้สึก บางครั้งเราจะอยากพูด อยากแนะนำ อยากตัดสิน เราก็ต้องคอยเตือนตัวเองว่าเราจะเป็นผู้ฟังนะไม่ใช่คนคอยตัดสิน สิ่งที่เราคิดอาจไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องเหมาะสมสำหรับเขา เพราะเรากำลังฟังเรื่องราวเพียงเสี้ยวเดียวของชีวิตเขา เราก็ต้องคอยเตือนและฝึกใจเราเอง” ศ. ดร.จิรันดร ยูวะนิยม หนึ่งในทีมอาสาสมัครรับฟังที่ทำงานต่อเนื่องมาตั้งแต่เริ่มแรก
.
16.30 น. ทีมอาสารับฟังทยอยเก็บโต๊ะและเก้าอี้ ตลอดบ่ายวันนี้มีผู้เล่าเข้ามาใช้บริการถึง 14 คน หลายคนเดินเข้ามาด้วยสีหน้าคล้ายว่าแบกโลกเอาไว้ บางคนร้องไห้ขณะบอกเล่าเรื่องราว บ้างโอบกอดกันเมื่อรอบเวลาในการฟังหมดลง หลายคนมีรอยยิ้มเจือเสียงหัวเราะในบางจังหวะ… และสิ่งหนึ่งที่พวกเขามีเหมือนกันคือ “ความรู้สึกเบาสบาย” ที่เพิ่มพื้นที่ขึ้นในใจของพวกเขา คล้ายว่าแค่ได้บอกเล่าทุกอย่างก็ดีขึ้นได้
.
ในเดือนการฟังแห่งชาตินี้ กิจกรรมโต๊ะรับฟัง ‘MUSC Listenian Space’ จัดต่อเนื่องในทุกบ่ายวันพุธ ตั้งแต่ 13.00 – 16.30 น. สถานที่ : ใต้ตึกกลม คณะวิทยาศาสตร์ ม.มหิดล เขตพญาไท ผู้ที่สนใจรับบริการไม่ว่าจะเป็นนักศึกษา คณาจารย์ เจ้าหน้าที่ หรือบุคคลทั่วไปสามารถเข้าร่วมรับบริการได้ตลอดเดือนพฤศจิกายน

ความสุขประเทศไทย
PDPA Icon

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save