ต้นเดือนแห่งการฟังที่ผ่านมา มูลนิธินวัตกรรมสร้างสรรค์สังคม (Social Innovation for Creative Society) หรือ SIY Foundation ชวนเครือข่ายพี่เลี้ยงสภาเด็กและเยาวชนจากหลากหลายพื้นที่มาร่วมแลกเปลี่ยนกันออนไลน์และ live ผ่านเฟซบุ๊ก
ในหัวข้อน่าสนใจ “ฟังแบบไหนได้ทั้งใจ ได้ทั้งงาน” ถอดบทเรียนจากประสบการณ์ทำงานร่วมกับทีมเด็กและเยาวชนจากพี่เลี้ยงรุ่นใหม่และรุ่นเก๋าที่มีใจรักในงานพัฒนาเยาวชน นำวงสนทนาโดย ธนาธิป เทียมราษฎร์ หรือ “ไอ๋”พาทบทวนถึงความหมายของ “การฟัง” และความสำคัญของการฟังต่อการทำงานกับ “เด็กและเยาวชน”

พี่แวว – มยุรี เทพวงค์
พี่เลี้ยงสภาเด็กและเยาวชน อบต.ดงเจน จ.พะเยา
“การฟัง ทำให้เราเข้าใจความรู้สึก ความต้องการ สร้างความเชื่อใจ และเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้กับน้อง ๆ ”
.
เราเชื่อว่าหากเราและน้องร่วมทีมมีความเชื่อใจกัน มีพื้นที่ปลอดภัยให้กัน จะทำให้น้อง ๆ สามารถร่วมทำกิจกรรมหรือสร้างงานให้ไปต่อได้อย่างสนุก ทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น ที่สำคัญเมื่อเขามีภาระหรือปัญหาหนัก ๆ ในชีวิต เขาก็จะสามารถเดินเข้ามาแชร์กับเราได้อย่างตรงไปตรงมา และเราเองก็จะสามารถช่วยแนะนำเขาได้ทันท่วงที.. พี่เคยมีประสบการณ์ที่ไม่ได้ฟังน้องร่วมทีม เหตุการณ์เกิดที่สนามบินโดยมีน้องในทีมไปด้วยกัน 5 คน น้อง ๆ ได้ยินเสียงเรียกขึ้นเครื่อง และพยายามบอกเรา แต่เราไม่ได้ฟัง ตอนนั้นเราคิดถึงแต่เรื่องจัดการเอกสารใบเสร็จรับเงิน เราไม่ได้ฟังเสียงน้องในทีมที่พยายามบอกเรา สรุปวันนั้นเราตกเครื่องกันยกทีม สติเราหลุด ในทริปนั้นทำให้ความสัมพันธ์เราสะดุดกันไป เป็นเรื่องที่ให้บทเรียนกับเรามาก ว่าควรฟังเสียงน้อง ๆ ในทีมให้มากกว่านี้
.
พี่อีฟ – อนรรฆวี ชูวงษ์
พี่เลี้ยงสภาเด็กและเยาวชน ทต.เขาพระงาม จ.ลพบุรี
“การฟัง คือ ประตูสู่ความเข้าใจ”
.
เราเคยมีประสบการณ์ที่ลุย แต่สุดท้ายก็ลุ่ย (หลุดลุ่ย) เพราะทำไปแล้วไม่ได้ผล ทำให้เราเสียเวลาในการทำงานด้วย เราต้องกลับมานับหนึ่งใหม่ จึงรู้สึกว่าการฟังเสียงของน้องก่อน มันดีกว่าการที่น้องต้องฟังเสียงของเราก่อน แม้เราอยู่ในฐานะพี่เลี้ยงที่เป็นคนกำหนดโจทย์ให้เขา แต่เราเองก็ควรรับฟังจากเขาก่อน ไม่ใช่ชี้สั่งให้เขาทำ การเปิดพื้นที่ให้เขาแสดงความเห็นหรือระดมไอเดียมาก ๆ จะทำให้เราเองมองเห็นว่าน้องอยากทำหรือสนใจในเรื่องอะไรจริง ๆ ที่ไม่ได้มาจากการชี้ของเราฝ่ายเดียว ซึ่งงานที่เคลื่อนด้วยความสนใจจริงจะสามารถไปต่อได้โดยที่พี่เลี้ยงไม่ต้องเหนื่อยมาก และเด็ก ๆ เขาก็จะเดินต่อด้วยความสนุกและพร้อมลุยเรียนรู้จริง ๆ .. ตัวเราเองคิดว่าการได้ใจนั้นสำคัญกว่าได้งาน แรก ๆ เราอาจจ่ายด้วยราคาจริง ๆ เป็นเงิน (ค่าขนมหรือค่าตอบแทน) แต่เมื่อเวลาผ่านไปเรื่อย ๆ เราจ่ายกันด้วยประสบการณ์ จ่ายด้วยใจที่เราให้กัน พอเขาทำงานกับเราไปสักระยะเขาก็จะสามารถทำงานหรือคิดสร้างสรรค์งานต่าง ๆ แทนเราได้.. เราอยากฝากถึงผู้ใหญ่ที่ทำงานกับเด็กให้ลองหยุดฟังเสียงเขาบ้าง เมื่อเราหยุดและฟังเราจะเห็นมุมมองต่าง ๆ ที่ขยายกว้างมากขึ้น
.
พี่ดา – ซูไฮดา ดือราแม
พี่เลี้ยงสภาเด็กและเยาวชน อบต.ปุโรง จ.ยะลา
“การฟัง คือการเปิดใจรับรู้ผู้อื่นอย่างแท้จริงด้วยความเข้าใจและไม่ตัดสิน”
.
การทำงานกับเด็กและเยาวชน ถ้าเราลุยเลยโดยไม่ต้องฟังกันก็สามารถทำได้ แต่งานนั้นก็จะไม่บรรลุวัตถุประสงค์ที่เราต้องการจริง ๆ การลงมือทำเลยบางทีเด็กเขาอาจยังไม่เห็นด้วย เพราะเขายังไม่เห็นภาพร่วมกันกับเรา เราคิดว่าเด็กต้องการพื้นที่ปลอดภัยที่ฟังกัน หากเราเพียงสั่งให้เขาทำ เขาจะรู้สึกว่าเสียงของเขาไม่มีคุณค่า เช่น หากเราวางแผนทุกอย่างโดยไม่มีเด็กร่วมด้วย สุดท้ายเขาจะไม่อิน ไม่สนุกไปกับการทำงาน เมื่อเราเปิดพื้นที่รับฟังเขา เขาก็จะมีส่วนร่วมและสนุกไปกับงานมากขึ้น.. ก่อนที่เราจะมาเปิดใจฟังน้อง ๆ เราก็รู้สึกว่าเราผ่านจุดที่ไม่ถูกรับฟังและไม่ได้รับความเข้าใจมาก่อน.. คนรอบข้างไม่ค่อยเข้าใจว่าเรามาทำอะไรกับงานเด็กและเยาวชน ในวันนั้นเราเองมีประสบการณ์ที่พี่คนหนึ่งรับฟังความอึดอัดตรงนี้ของเรา ในวันนี้ที่เราทำงานกับน้อง ๆ เด็กและเยาวชน เราจึงตั้งใจว่าจะเป็นพื้นที่ปลอดภัย เป็น safe zone ให้เขา ให้เขารู้ว่าเราอยู่ตรงนี้นะ ไม่ว่าเขาจะพบเจออะไรมาเขายังมีเราอยู่ เวลาฟังเขาเราจะให้ความสำคัญกับการทำให้เขารู้สึกว่ายังมีเราที่ให้ความสำคัญกับความรู้สึกของเขาจริง ๆ เข้าใจเขาจริง ๆ และคอยเสริมกำลังใจให้เขา เสริมพลังให้เขาในเรื่องที่เขาต้องการ.. สิ่งที่เราใช้ตลอดคือการฟังด้วยใจ ใช่เพียงฟังด้วยหู คือให้เราฟังไปถึงความรู้สึกของเขาจริง ๆ สอง การไม่รีบตัดสิน ฟังเรื่องราวของเขาทั้งหมดก่อน และสาม การทวนสะท้อนกลับ เพื่อให้เขารู้ว่าเราไม่ได้หลุดโฟกัสจากสิ่งที่เขากำลังเล่านะ
พี่อร – ศุภากร แก้วทองคำ
พี่เลี้ยงสภาเด็กและเยาวชน อบต.ดอน จ.นครราชสีมา
“การฟัง เป็นหัวใจสำคัญของการสื่อสารในการทำงาน”
.
การแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุดในการทำงาน คือ การรับฟังเสียงของเด็ก เมื่อเรามีเด็กมารวมตัวกันหลายคน ในพื้นที่ก็จะมีความหลากหลายของความคิดที่ต่างกันไป การฟังคือทางออก.. และที่สำคัญเรามองว่ามันต่างกันหากเราทำงานในสถานะลูกน้องและหัวหน้า แต่เมื่อเราปรับความใกล้ชิดมาให้อยู่ในสถานะที่เป็นพี่เลี้ยงและน้องเยาวชนที่มีพื้นที่ให้เรารับฟังและคุยแลกเปลี่ยนกันจริง ๆ บรรยากาศในการทำงานจะเปลี่ยน ไม่มีความกดดัน ต่างคนต่างฟังกัน เหตุการณ์ที่ทำให้เรารู้สึกว่าเราเองเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้เขามากขึ้น คือ ล่าสุดเขากำลังวางแผนทำงานร่วมกันแล้วเรานั่งฟังอยู่ เราก็พูดเสนอแนวคิดขึ้นมา แล้วเขาก็บอกว่า “หยุดดด ขอเขาเล่าก่อน” เราก็หยุดแม้จะรู้สึกชะงักไปไม่คิดว่าเขาจะพูด แต่เราหยุดแล้วฟังเขาเล่าต่อ ความรู้สึกหลังจากนั้นเราก็โล่งใจนะ โล่งใจที่เราปล่อยเขาได้ ซึ่งเราก็ได้เห็นว่าเขาทำได้ ทำได้ดีด้วย.. สิ่งสำคัญที่เขาต้องการจากเราคือความเชื่อมั่นในตัวเขา เราเพียงวางใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นจะเป็นประสบการณ์ให้ทั้งเราและเด็ก หากมีปัญหาเกิด เราก็เพียงแก้ไขไปตามสถานการณ์หน้างาน ..
เวลาเกือบ 2 ชั่วโมงเต็มดำเนินไปอย่างคึกคัก ด้วยชุดประสบการณ์ที่ผ่านการทำงานจริงกับกลุ่มเด็กและเยาวชน รวมถึงการถอดบทเรียนจากความผิดพลาดที่เหล่าพี่เลี้ยงแต่ละคนได้ประสบกันมาก่อน เหล่านี้ทำให้พวกเขาเรียนรู้ว่า “การฟัง” คือหัวใจสำคัญของการพัฒนาเด็กและเยาวชนอย่างแท้จริง

รับชมวิดีโอวงสนทนาฉบับเต็มได้ที่เพจ SIY Foundation : https://www.facebook.com/SIYFOUNDATION/videos/819368494327128
