เมื่อ ดร. ซาราห์ วัย 93 ปี ได้รับแจ้งจากแพทย์ว่าเธอเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายที่ลุกลามไปยังปอด สมอง และกระดูกสันหลัง สิ่งที่เธอทำไม่ใช่การร้องไห้ฟูมฟาย แต่เธอกลับให้คะแนน “A+” กับแพทย์คนนั้นสำหรับการบอกความจริงอย่างตรงไปตรงมาและสบตาเธออย่างจริงใจ
ดร. ซาราห์ แบรแบนต์ เคยสอนวิชา “ความตายและการสูญเสีย” ที่มหาวิทยาลัยหลุยเซียนา และในปัจจุบันเธอกำลังใช้ชีวิตตามบทเรียนที่ตัวเองเคยสอน
การตัดสินใจครั้งสำคัญหลังจากทราบว่าเป็นมะเร็งเปลี่ยน “วาระสุดท้าย” ของเธอให้กลายเป็น “ห้องเรียนแห่งชีวิต”
ดร. ซาราห์ ปฏิเสธที่จะเจาะชิ้นเนื้อเพื่อตรวจอย่างละเอียด ซึ่งกระบวนการนั้นเป็นสิ่งเดียวที่จะช่วยให้แพทย์สามารถคำนวณ “ตัวเลข” หรือ “กรอบเวลา” ที่แน่ชัดได้ว่าเธอเหลือเวลาอีกกี่สัปดาห์หรือกี่เดือน
เธอปฏิเสธมันอย่างสิ้นเชิงเพราะเธอรู้ดีว่า หากได้ตัวเลขนั้นมา มันจะกลายเป็น #กรงขัง ทางความคิดทันที
“ถ้าฉันรู้กำหนดเวลาที่เหลืออยู่ ฉันก็คงจะเอาแต่จดจ่ออยู่กับเวลานั้น แต่ในเมื่อเป็นแบบนี้ ฉันจึงเลือกที่จะจดจ่ออยู่กับชีวิตในแต่ละวัน” — ดร. ซาราห์ แบรแบนต์
เมื่อไม่มีเดดไลน์มาคอยค้ำคอ ดร. ซาราห์ในวัย 93 ปี จึงไม่ได้ใช้ชีวิตแบบ “คนกำลังจะตาย” แต่นำเอาบทเรียนที่เธอเคยสอนมาปฏิบัติจริง
เธอจัดบ้าน เคลียร์ของในห้องใต้หลังคา เขียนคำไว้อาลัยของตัวเองล่วงหน้า และบอกลูก ๆ อย่างตรงไปตรงมาว่าห้ามใช้คำเลี่ยงว่าเธอ “จากไป” แต่ให้ใช้คำว่า “ตาย” เพราะความตายคือเรื่องจริงของชีวิต
สิ่งที่น่าอัศจรรย์คือ ดร. ซาราห์เล่าว่า สภาวะที่ไม่รู้กำหนดเวลาที่แน่นอนนี้ ได้มอบ “ความสงบอย่างลึกซึ้ง” และ “ความสุข” ในแบบที่เธอไม่เคยสัมผัสมาก่อนในชีวิต
ในเช้าวันศุกร์ประเสริฐ (Good Friday) ขณะที่เธอนั่งสัมภาษณ์และพูดคุยเรื่องความตาย แววตาของเธอยังคงเป็นประกาย เธอไม่ได้นั่งนับถอยหลังสู่วันสุดท้าย แต่นั่งซึมซับความอุ่นของแสงแดด ความรักจากคนรอบข้าง และคุณค่าของวันธรรมดา ๆ วันหนึ่งอย่างเต็มตื่น โดยตั้งใจว่าเมื่อวันนั้นมาถึงจริง ๆ สิ่งสุดท้ายที่เธอจะทิ้งไว้เป็นบทเรียนคือการบริจาคร่างกายของเธอเพื่อการศึกษา
#คำถามชวนคิด: เมื่อชีวิตไม่มีเดดไลน์
แนวคิดของ ดร. ซาราห์ ไม่ได้มีไว้สำหรับผู้ป่วยระยะสุดท้ายเท่านั้น แต่มันสะท้อนถึงวิธีที่พวกเราส่วนใหญ่ใช้ชีวิตอยู่ในทุกวันนี้ ลองหยุดคิดและตั้งคำถามกับตัวเองดูครับ:
1. เรากำลังใช้ชีวิต หรือกำลังนับถอยหลัง?
หากวันนี้มีคนมาบอกวันตายที่แน่นอนของคุณ คุณคิดว่าคุณจะใช้เวลาที่เหลือด้วย “ความกลัวซ้ำ ๆ ในทุกวันที่ขยับเข้าใกล้เดดไลน์” หรือจะ “มีอิสระในการใช้ชีวิต” มากกว่ากัน?
ความไม่รู้…แท้จริงแล้วเป็นคำสาป
หรือเป็นพรที่เปิดโอกาสให้เรา
ได้อยู่กับปัจจุบัน?
2. เราติดกับดัก “เดดไลน์” อื่น ๆ ในชีวิตอยู่หรือไม่?
ในชีวิตประจำวัน เรามักตั้งกำหนดเวลาให้ตัวเองเสมอ เช่น ต้องสำเร็จก่อนอายุ 30, ต้องมีบ้านก่อนอายุ 35, ต้องเกษียณตอนอายุ 60…
ารเอาใจไปจดจ่ออยู่กับ “เป้าหมายและตัวเลข” เหล่านั้น กำลังทำให้เราลืมซึมซับและมีความสุขกับ “วันธรรมดา ๆ วันนี้”
เหมือนที่ ดร. ซาราห์ปฏิเสธตัวเลขบอกเวลาของหมอหรือเปล่า?
3. ความสงบที่แท้จริงเกิดจากอะไร?
ดร. ซาราห์พบความสงบสูงสุดเมื่อเธอเลิกควบคุมอนาคต (เลิกอยากรู้ว่าจะอยู่ได้นานแค่ไหน) แล้วหันมาโอบรับปัจจุบัน แล้วสำหรับเราล่ะ… สิ่งที่เรากำลังพยายามควบคุมและคาดเดาในอนาคตอยู่ตอนนี้ มันกำลังพรากความสงบไปจากใจของเราในนาทีนี้อยู่หรือไม่?
ถ้าเลือกได้ ระหว่างการ “รู้ล่วงหน้าเพื่อเตรียมใจ” กับการ “ไม่รู้เพื่อที่จะได้ใช้ชีวิตในแต่ละวันอย่างเต็มที่” แบบ ดร. ซาราห์ คุณคิดว่าแนวทางไหนตอบโจทย์ความหมายของการมีชีวิตอยู่ของคุณมากกว่ากันครับ?
