ศิลปะเหมือนเพื่อน ไม่ว่าจะเป็นสีสัน หรือการจัดดอกไม้ เพื่อนคนนี้สอนให้เรารู้จักความงาม ทำให้เรารู้สึกขอบคุณ ยอมรับและได้เข้าใจตัวเอง
.
- ศิลปะเป็นพื้นที่ของการเล่น จะเป็นแบบไหนก็ได้ การทำงานศิลปะจึงเป็นช่วงเวลาที่ผ่อนคลาย
- การจัดดอกไม้แบบโคริงกะคือการเคารพธรรมชาติ เราเป็นเพียงผู้ช่วยให้ความงามได้เปล่งประกาย
- ความงามจะเชิญชวนเราด้วยพลังที่อ่อนโยน ให้เรากลับมาในปัจจุบันขณะ
- ความงามส่งผลต่อชีวิต ทำให้เรามีคำขอบคุณเกิดขึ้นง่ายมากๆ และยอมรับสิ่งต่างๆ ได้มาก
.

คุณทิพวัลย์ ยารังฝั้น (แตงโม) เรียนจบทางด้านจิตวิทยาและทำงานเป็นนักจิตวิทยา แต่มีความสนใจศิลปะมาก สนใจศิลปะหลายแขนงทั้งการสเก็ต วาดรูประบายสีน้ำ บางครั้งใช้สีน้ำมัน รวมไปถึงการปั้น การแกะ ภาพพิมพ์ ต่อมาจึงตัดสินใจเรียนปริญญาโททางด้านทฤษฎีศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ระยะหลังคุณแตงโมสนใจการจัดดอกไม้ และปัจจุบันเป็นวิทยากรชวนคนจัดดอกไม้ มองและเห็นความงามในโลกรอบตัว
.
“แตงโมชอบงานศิลปะเพราะเห็นว่าเป็นการเล่น การเล่นไม่ต้องคิด ไม่ต้องพยายาม ไม่มีความเชี่ยวชาญ สิ่งเดียวที่แตงโมพอจะพูดได้ว่าเชี่ยวชาญก็น่าจะเป็นการจัดดอกไม้ค่ะ” (หัวเราะ)
.
ศิลปะที่หลากหลาย
แตงโมเห็นว่าศิลปะเป็นพื้นที่ของการเล่น มันมีความเป็นไปได้ในหลายๆ อย่าง คือมันจะเป็นแบบไหนก็ได้หมดเลย พอเห็นว่าเป็นการเล่นก็ไม่จำเป็นต้องใช้ความคิดเยอะ ดังนั้นช่วงที่ทำศิลปะจึงเป็นช่วงเวลาที่ผ่อนคลาย
.
สำหรับแตงโมศิลปะแต่ละอย่างเหมือนคนแต่ละบุคลิก เวลาที่จะเลือกทำศิลปะอะไร ก็เหมือนเลือกว่าวันนี้เราจะอยู่กับเพื่อนคนไหน อย่างเช่น ชาร์โคล (charcoal art) มีลักษณะของความเร็ว หยาบ แข็ง มีกลิ่นเฉพาะ เขาให้พลังกลับมาเร็ว แต่ถ้าจะใช้สีน้ำมัน (oil painting) ก็จะต้องอยู่กับเขานานๆ อาจจะนานเป็นสัปดาห์ ส่วนสีน้ำ (watercolor painting ) เหมือนคนสบายๆ เรื่อยๆ ง่ายๆ แต่จริงๆ แล้วมีรายละเอียดเยอะ ยากแต่มีเสน่ห์ งานปั้นคือทำสิ่งที่ไม่มีให้มีขึ้นมา จากไม่มีรูปร่าง เราทำให้เป็นรูปร่างขึ้นมา แต่งานแกะสลักเป็นงานเอาออก เราจะทำสิ่งที่อยู่ในมือให้เล็กลงไปเรื่อยๆ เหมือนการเห็นสิ่งที่อยู่ข้างใน แล้วเอาสิ่งที่ไม่ใช่ออก — แตงโมลองหลายอย่าง ทำหลายอย่าง แต่ไม่ชำนาญสักอย่างนะคะ (หัวเราะ) ชอบ เพราะเห็นว่ามันเป็นการเล่น ทุกอย่างเป็นไปได้เวลาที่เล่น เราไม่ได้คาดหวังว่าผลลัพธ์ว่ามันจะต้องออกมาดี แค่ได้ทำก็มีความสุข ถ้าจะชำนาญจริงๆ ก็น่าจะเป็นเรื่องการจัดดอกไม้
.

.
ครูสอนจัดดอกไม้โคริงกะ
ช่วงหนึ่ง แตงโมไปทำงานเป็นนักจิตวิทยาในโรงเรียนสอนศิลปะบำบัดในแนวทางวอลดอล์ฟ ได้อยู่กับเด็กๆ ซึ่งในจำนวนนี้หลายคนเป็นเด็กด้อยโอกาส มีความไม่พร้อมในชีวิต พอพวกเขาได้เรียนศิลปะบำบัด เราก็อยากให้เขาได้กลับไปทำต่อที่บ้าน พยายามจัดหาอุปกรณ์ต่างๆ ให้เขา เพื่อที่เขาจะได้กลับไปทำที่บ้านได้ แต่ก็จะมีเสียงสะท้อนว่า “แล้วถ้าสีหมดล่ะครู จะทำอย่างไร” ทำให้เห็นข้อจำกัดในเรื่องนี้
.
ที่โรงเรียนนี้สอนเรื่องการจัดดอกไม้ด้วย ทำให้รู้สึกสนใจ เพราะดอกไม้-ใบไม้มีอยู่ทุกที่ — ในฐานะนักจิตวิทยา เราพยายามค้นหาและทำความรู้จักกับเครื่องมือหลายๆ อย่าง เพื่อช่วยเหลือและดูแลจิตใจผู้คน ศิลปะและการจัดดอกไม้ก็เป็นเครื่องมือหนึ่งที่รู้สึกว่ามันน่าสนใจมาก ศิลปะแขนงนี้น่าจะเป็นเครื่องมือที่เราใช้แบ่งปันกับผู้คนได้ จึงไปเรียนการจัดดอกไม้แบบโคริงกะ เรียนจนได้ประกาศนียบัตรเพื่อเป็นครูสอนจัดดอกไม้เลย
.
ผู้ช่วยให้เปล่งประกาย
หลักการแรกของการจัดดอกไม้แบบโคริงกะคือ การเคารพธรรมชาติ ‘พืชเป็นสิ่งมีชีวิต’ ดังนั้น ตัวเราไม่ได้อยู่ในฐานะ ‘ผู้จัดการ’ หรือ ‘ผู้ตัดแต่ง’ หรือพยายามดัดแปลงให้ดอกไม้เป็นไปตามใจเรา แต่จะต้องสังเกต มีความละเอียดละออ เพื่อจะเห็นความงามของเขา เขาสวยที่สุดตรงไหน ด้านไหน — เราเป็นเพียงผู้ช่วยเหลือให้ดอกไม้ได้เปล่งประกายความงามนั้นออกมา
.
ก่อนหน้านี้แตงโมสนใจเรื่องการภาวนา-การฝึกสติมาก่อนแล้ว ซึ่งสิ่งสำคัญคือการฝึกที่จะอยู่ในปัจจุบันขณะตลอดเวลา เมื่อได้มาเรียนจัดดอกไม้ก็ยิ่งเห็นได้อย่างชัดเจนว่า บางครั้งที่จัดดอกไม้เราอยู่ในภาวะของ ความเงียบอันประเสิรฐ (noble silence) ไม่มีความคิด มีแต่ความเงียบกับการกระทำ ภาวะแบบนี้ความงามปรากฎชัดมาก สีสัน รูปทรง เส้น รายละเอียด เรารับรู้ความงามได้ลึก ละเอียด ไม่ผ่านภาษา ไม่ผ่านความคิด ซึ่งมันส่งผลต่อตัวแตงโมในระยะต่อๆ มา เห็นความงามในงานศิลปะลึกซึ้งขึ้น ซาบซึ้งมากขึ้น
.
ปีที่ผ่านมา ได้ชมงานศิลปะในพิพิธภัณฑ์ทุกแห่งของยุโรป แล้วก็พบว่าตัวเองยืนร้องไห้หน้าภาพได้ทุกครั้งเลยค่ะ (หัวเราะ) เป็นความซาบซึ้งในความงาม รู้ได้อย่างชัดเจนเลยว่า ประสบการณ์นี้มาจากการเห็นความงามผ่านการจัดดอกไม้ พูดได้เลยว่า ดอกไม้เป็นครูของเรา
.
ความงามเชิญชวนให้พวกเรากลับมาอยู่ในปัจจุบันขณะ เชิญชวนด้วยพลังงานที่อ่อนโยน ไม่ใช่พลังของเสียงตะโกนว่า แตงโมว่าความงามในศิลปะสามารถช่วยเหลือผู้คนได้
.
ฟื้นพลังชีวิตด้วยความงาม
การเป็นวิทยากรสอนการจัดดอกไม้ทำให้ได้เจอกับคนหลายกลุ่ม ทั้งนักศึกษาในมหาวิทยาลัย เด็กด้อยโอกาส รวมไปถึงคนวัยทำงาน คนทั่วไป เห็นผลลัพธ์ที่เหมือนกันว่า จากตอนแรกที่ไม่สนใจ บางคนถูกบังคับมา หลายคนไม่มีความสดชื่น แต่เมื่อได้จัดดอกไม้ในวิธีการโคริงกะ ดวงตาของเขาเปลี่ยนไป จากเฉยชากลายเป็นประกาย สดใส มันยืนยันได้ว่า ดอกไม้เป็นครูให้กับทุกคนได้ และทุกคนก็สัมผัสกับความงามได้ โดยไม่เกี่ยวกับวัย การศึกษา ฐานะ หรือสถานภาพทางสังคม ดอกไม้สอนและมอบความงามให้กับทุกคน
.
การจัดดอกไม้แบบโคริงกะ
ขั้นตอนแรกที่ชวนทำคือ ชวนให้ผู้เรียนมองดอกไม้ ให้เห็นดอกไม้ทุกดอก ลดความคิด ลดการตัดสิน โดยเฉพาะความคิดที่ว่า “ฉันจะเลือกเธอ” แต่ขอให้เห็นความงามของดอกไม้ทุกดอกที่อยู่ตรงหน้า จากนั้นค่อยๆ ดูว่าดอกไม้ดอกไหนเรียกเรา สื่อสารกับเรา
.
เวลาที่จัดดอกไม้ ผู้จัดจะได้สังเกตดอกไม้ดอกนั้นของเราและสังเกตแจกัน ในตอนที่สังเกตดอกไม้เป็นการสำรวจดอกไม้ดอกนั้นอย่างใกล้ชิด สี กลีบดอก ก้าน น้ำหนัก ทิศทาง เขาสวยตรงไหน เขาอยากหันด้านไหนออก — เหมือนดอกไม้ดอกนั้นเป็นเพื่อนคนหนึ่งของเรา
.
ถ้าเราจัดด้วยความคิดว่า “ฉันอยากให้เป็นแบบนี้” แล้วพยายามดัด ตัด ปรับให้ดอกไม้เป็นไปอย่างที่ตัวเราต้องการ ทุกคนจะเจอประสบการณ์คล้ายๆ กันว่า ดอกไม้จะไม่เป็นไปตามนั้น ดอกไม้จะหมุน บางคนจะใช้เวลาตรงนั้นนานมาก แล้วสุดท้ายก็ต้องตามดอกไม้ เพราะดอกไม้ไม่ตามเรา (หัวเราะ) เป็นบทเรียนที่เกือบทุกคนได้เรียนรู้ “ต้องยอมดอกไม้ — ยอม” (หัวเราะ)
.
เมื่อทุกคนจัดแจกันเสร็จ ก็จะชวนให้มองและชื่นชมความงามของดอกไม้ที่ตัวเองจัด จากนั้นก็ชวนให้ได้ชื่นชมการจัดดอกไม้ของเพื่อนคนอื่นๆ เมื่อชมของเพื่อนแล้ว ชวนให้เขากลับมาชื่นชมงานของตัวเองอีกครั้ง สิ่งที่แตงโมได้ยินทุกครั้งก็คือ แจกันที่ตัวเราจัดและเราเห็นว่าสวย เมื่อเดินออกไปชมแจกันอื่นๆ เราจะเห็นว่าแจกันของคนอื่นๆ ก็สวย เพื่อนที่มาดูแจกันของเรา เขาก็เห็นว่าแจกันของเราสวย สิ่งนี้บอกกับเราว่า ความงามไม่จำเป็นต้องมีหนึ่งเดียว และมันไม่ใช่เรื่องปัจเจก เมื่อเราเห็นว่างาม คนอื่นที่เห็นก็บอกว่างามเช่นกัน และไม่มีใครถูกบังคับ เปรียบเสมือนที่เรามีแว่นตาใหม่สำหรับมองความงาม ซึ่งเราสามารถใช้แว่นตานี้ไปกับเรื่องอื่นๆ ได้ เห็นความงามในมนุษย์ ในต้นไม้ ดอกไม้ ฯลฯ
.
พลังแห่งสุนทรียภาพ
สำหรับแตงโม ความงามนี้ส่งผลต่อชีวิตของเรา ในช่วงแรกเราได้เห็นความงามของดอกไม้ เห็นความงามในศิลปะ รูปวาด งานประติมากรรม ต่อมาก็ส่งผลถึงการฟังเพลง ดนตรี เสื้อผ้า งานหัตถกรรม งานประณีตอื่นๆ อาหาร ถ้วย แก้ว จาน ชาม ฯลฯ การใช้ชีวิตประจำวัน ทำให้คำขอบคุณเกิดขึ้นในใจง่ายมากๆ รู้สึก ขอบคุณโลกมากขึ้น เชื่อมโยงกับโลกและผู้คนมากขึ้น ขอบคุณที่เขาทำสิ่งนี้ขึ้นมา ขอบคุณที่เขาช่วยดูแลสิ่งนี้ ขอบคุณที่ยังคงเก็บรักษา ฯลฯ พร้อมกันนั้นก็รู้สึกยอมรับสิ่งต่างๆ ได้มากขึ้น ใจกว้าง

.
ความงามช่วยให้เกิดการยอมรับ เกิดความเข้าใจ ไม่ใช่การแบ่งเป็นสองขั้ว ไม่ใช่เห็นว่าสิ่งนี้งาม สิ่งนั้นน่าเกลียด การเห็นความงามทำให้เราอ่อนโยนมากขึ้น เห็นรายละเอียด มันไม่ใช่การพยายามมองโลกในแง่ดี แต่เป็นการเห็นภาพรวมและเห็นรายละเอียด สิ่งเหล่านี้แหละที่ทำให้แตงโมพูดได้ว่า “ดอกไม้เป็นครูของเราค่ะ”
.
ประสบการณ์ของคุณแตงโมบอกกับพวกเราว่า ความงามทำให้เกิดความรู้สึกขอบคุณ รู้สึกได้ถึงการเชื่อมโยงกัน ทำให้ใจกว้างขวางยอมรับสิ่งต่างๆ ได้ง่าย ตอนนี้ ถ้าเป็นไปได้หยุดความคิดเอาไว้สักแป๊บ แล้วหันมามองสิ่งรอบข้าง เห็นความงามที่อยู่ใกล้ตัว
…………………………………………….
