จากเด็กชายที่เห็นโลกปกติ กลายมาเป็นผู้พิการทางสายตาในอายุเพียงสิบขวบ ต้องย้ายออกจากบ้านเพื่อใช้ชีวิตในโรงเรียนประจำของผู้พิการ จากเด็กชายที่รู้สึกเหงา เศร้าและโดดเดี่ยว เขาพลิกชีวิตมาเป็นนักจิตวิทยาการปรึกษา ผู้รับฟัง มอบความหวัง และให้กำลังใจ
.
- การมองไม่เห็นทำให้เกิดการเรียนรู้ใหม่ทั้งชีวิต เจอโลกใบใหม่ กลายเป็นคนใหม่ ที่ตั้งใจใช้ชีวิตมากขึ้น ทำในสิ่งที่อยากทำมากขึ้น และมากขึ้นเรื่อยๆ
- ช่วงแรกเหมือนชีวิตจบลง แต่เมื่อมีเพื่อน เปิดใจเรียนรู้ ทำให้รู้ว่ายังมีอีกหลายเรื่องที่ทำได้ และเมื่อช่วยคนอื่นได้ก็ยิ่งรู้สึกว่าชีวิตนี้มีคุณค่า
- เรียนรู้วิธีใช้ชีวิตในแบบของเรา เรียนรู้ที่จะอยู่กับสิ่งใหม่ๆ เรียนรู้ที่จะอยู่กับความคาดหวัง เปิดใจเรียนรู้จากความผิดพลาด เรียนรู้ที่จะปรับตัวเองให้อยู่ในจุดสมดุลเสมอๆ
.

วิรุตม์ อภัยวงศ์ (ไบร์ท) เป็นผู้พิการทางสายตา ทำงานเป็นนักจิตวิทยาการปรึกษาและนักวิชาการในมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร เมื่อเห็นตำแหน่งหน้าที่การงานหลายคนอาจจะคิดว่าเขาเป็นเนิร์ดมาตั้งแต่เด็ก ซึ่งไม่ใช่ ไบร์ทเป็นเด็กหลังห้อง ไม่ชอบเรียน ของขวัญที่เป็นจุดเปลี่ยนคือ ‘การมองไม่เห็น’
.
ตอนอายุสิบปีผมเริ่มมองไม่เห็น เกิดอุบัติเหตุบ่อยๆ เดินตกฟุตบาท ตกท่อ เดินชนเสา เมื่อตรวจก็พบว่าผมเป็นเนื้องอกในสมองทับเส้นประสาทตา เคยถูกไฟช็อตเพราะพยายามจะเสียบปลั๊กแต่มองไม่เห็น ใช้มือหนึ่งจับหัวปลั๊กอีกมือคลำขาปลั๊ก ไฟช็อตเข้าโรงพยาบาล สุดท้ายผมต้องย้ายจากบ้านไปเรียนที่โรงเรียนสอนคนตาบอดพระมหาไถ่ พัทยา ตอนนั้นรู้สึกแย่มากๆ
.
เรียนรู้จากความเหงาและว้าเหว่
ช่วงแรกที่อยู่โรงเรียนประจำ ผมรู้สึกว่าเวลาในแต่ละวันช้าลงเป็นสิบเท่าร้อยเท่า ต้องปรับตัว มองก็ไม่เห็น ไม่คุ้นเคยทั้งสถานที่และผู้คน ผมเก็บตัว นั่งเหงาๆ อยู่คนเดียว จนวันหนึ่งมีเสียงของครูเข้ามาชวนคุย “ครูกำลังจะไปสอน อยากไปด้วยกันไหม ไปนั่งกับเพื่อนๆ” ตอนนั้นผมรู้สึกว่าเป็นบทสนทนาเปิด ผมจะไปหรือไม่ไปก็ได้ จะนั่งเหงาๆ แบบเดิมก็ได้หรือจะตามครูไปก็ได้ เสียงที่เป็นมิตรทำให้รู้สึกสบายใจ ผมเลยเดินไปกับครู นั่นเป็นจุดเปลี่ยนแรก
.
พอเปิดใจก็เริ่มเห็นว่ารอบๆ ตัว มีเพื่อน มีคนอื่นๆ ที่อยู่ในโลกเดียวกัน ตัวเรายังมองเห็นได้บ้างแต่บางคนมองไม่เห็นเลย ทำให้มีมุมมองต่อชีวิตแบบเปิดมากขึ้น เริ่มคุยกับเพื่อน กลับมาใช้ชีวิต เพื่อนชวนเดินเล่น ได้นั่งคุยเรื่องชีวิตกับเพื่อนๆ ชวนกันเล่นดนตรี ร้องเพลง เตะฟุตบอล ฯลฯ กลับมาใช้ชีวิต
.
โรงเรียนพระมหาไถ่สอน 2 วิชา คือ วิชาการกับวิชาชีวิต ไม่เน้นวิชาการ ต้องเรียนวิชาชีวิตก่อน เช่น ต้องเดินอย่างไร ต้องหัดใช้ไม้เท้า พอใช้ชีวิตได้จึงค่อยเริ่มเรียนวิชาการ
.
คนตาพิการเล่นกีฬาอย่างไร
พวกเราใช้ลูกบอลที่มีกระพรวนอยู่ข้างในแล้วก็เตะมัน เตะถูกบ้าง ผิดบ้าง วืดบ้าง ความสนุกของพวกเราเป็นคนละอย่างกับคนปกติ คนตาดีเล่นฟุตบอลจะสนุกที่ได้เลี้ยงบอลส่งให้คนนั้น รับบอลมาจากคนนี้ แต่พวกเราสนุกที่ได้ลุ้นว่าจะเตะบอลถูกไหม บอลจะมาถึงตอนไหน เป็นความสนุกในประสาทสัมผัส สนุกในความสามารถเฉพาะของตัวเรา ได้หัวเราะ มีเพื่อน
.
ถ้าวิ่งเป็นทีม พวกเราจะใช้วิธีการอะไรได้บ้าง จับมือไปด้วยกันมันจะเวิร์กไหม หรือเราจะเอาเชือกผูกแบบเว้นระยะ ต่างคนต่างจับปลายเชือกจะเวิร์กกว่าไหม ความสนุกเริ่มตั้งแต่คิด วางแผน ลองทำ ปรับแผน จนกระทั่งมันลงตัว ตอนหลังก็ชวนน้องๆ เล่นเกมส์ เอาการ์ดเกมส์มาพิมพ์อักษรเบรลล์ลงไป เล่นเกมส์ของคนตาดี (เพราะไบร์ทเคยมองเห็นมาก่อน) ความเหงาหายไปตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้
.
ตัวผมมองเห็นมากกว่าเพื่อนบางคนจึงช่วยเพื่อนได้ เริ่มท้าทายศักยภาพตัวเอง หัดเล่นกีฬา วิ่ง ว่ายน้ำ เล่นดนตรีไทย ดนตรีสากล ทำให้รู้สึกจริงๆ ว่าชีวิตไม่ได้จบลงไป ยังมีอีกหลายเรื่องที่เราทำได้ ชีวิตมีความหวังแล้วก็มีความสุขมากๆ ทำบางเรื่องได้มากกว่าปกติด้วยซ้ำ คือช่วยคนอื่นได้ ช่วยเพื่อนได้ ช่วยน้องได้ ทำให้รู้สึกมีคุณค่าขึ้นมา
.
ทั้งหมดนี้เป็นการเรียนรู้ชีวิต สัมผัสความสุขในการมีชีวิต จากความรู้สึก ‘ถูกทิ้ง’ ผมเข้าใจมากขึ้นว่า ทำไมคุณป้าจึงอยากให้เรียนแม้จะต้องบังคับให้ออกจากบ้านมาอยู่โรงเรียนประจำ
.

.
เรียนรู้โลกกว้าง ผู้คนที่แตกต่างกัน
พอจบมัธยมต้นที่พระมหาไถ่ ครูแนะนำให้เรียนร่วมกับคนปกติ ที่จังหวัดนครราชสีมา ปรับตัวกับโลกที่กว้างขึ้น พักในศูนย์คนตาบอด มีรถรับ-ส่งไปโรงเรียน จากนั้นผมขออนุญาตหัดขึ้นรถประจำทางเอง จากนั้นก็ได้ใช้ชีวิตวัยรุ่น เช่นเรียนเสร็จแล้วก็ยังนั่งคุยกับเพื่อนจนดึก ต้องปีนรั้วเข้าหอ (หัวเราะ)
.
การอยู่ในโลกกว้าง คือการเรียนรู้ว่ามีคนหลายแบบที่แวดล้อมเรา — เวลาเรียน ผมต้องใช้โน้ตบุ๊กที่ติดตั้งโปรแกรมเสียงช่วยคนพิการ ขอไฟล์จากอาจารย์เพื่ออ่านทำความเข้าใจก่อนเรียน เลคเชอร์ผ่านโน้ตบุ๊กนี้ ทำรายงานผ่านโน้ตบุ๊กเช่นกัน ซึ่งเรื่องแบบนี้ก็จะมีทั้งคนที่เข้าใจและไม่เข้าใจ ทั้งเพื่อนและอาจารย์
.
บางคนเข้าใจข้อจำกัดเรื่องการมองเห็น แต่คนที่ไม่เข้าใจก็จะไม่เข้าใจ บางครั้งโดนแกล้ง — มันเป็นบททดสอบอารมณ์ของเรา ยิ่งหงุดหงิด หัวเสีย เขาก็ยิ่งสนุก ก็ยิ่งแกล้งหนักขึ้น เราต้อง ‘อยู่เป็น’ คือเลือกที่จะอยู่กับคนที่เขาเข้าใจเรา หลีกเลี่ยง ถอยห่างจากคนที่ทำให้เรารู้สึกลดทอนคุณค่าในตัวเอง
.
ตาพิการคือของขวัญแห่งการเรียนรู้
สำหรับผม การมองไม่เห็นทำให้เกิดการเรียนรู้ใหม่ทั้งชีวิต ได้เจอโลกใบใหม่ กลายเป็นคนใหม่ จากเด็กคนเดิมที่ชอบเล่นหลังห้อง กลายเป็นเด็กที่ตั้งใจใช้ชีวิตมากขึ้น และมากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งใจทำในสิ่งที่อยากทำ มากขึ้น และมากขึ้นเรื่อยๆ พาให้ผมได้รู้จักคนใจดี พบความสวยงามของจิตใจมนุษย์ ได้สัมผัสกับความสวยงามที่ละเอียด ประณีต หลายๆ อย่าง เยอะมากๆ มากๆๆๆ จริงๆ
.
ตาพิการทำให้ผมมองเห็นคนในอีกมุมหนึ่งที่คนทั่วไปอาจจะเห็นได้ยาก ผมใช้ใจมองและเห็นได้ว่าคนนั้นเป็นคนอย่างไร
.
เคยโกรธแค้นโชคชะตาบ้างไหม
ในอดีตก็มีบ้าง “ทำไมเรื่องแบบนี้ถึงได้เกิดกับเรา” “เขาทำอย่างนี้กับเราได้อย่างไร” แต่เมื่อโตขึ้น ผมคิดว่าคงไม่มีใครอยากทิ้งใคร ไม่มีใครอยากทำเรื่องที่ไม่ดีหรอก แต่เขาคงมีความจำเป็น การที่ผมน้อมใจมาเชื่อแบบนี้ ดีกับตัวผมมากกว่า ผมสบายใจมากกว่าที่จะคุ้ยหาเหตุผลต้นตอ
.
ความสุขในการเป็นนักจิตวิทยาการปรึกษา
ช่วงวัยรุ่นผมคิดอยากทำธุรกิจส่วนตัว เลือกเรียนทางด้านธุรกิจไซเบอร์ การตลาดออนไลน์ พอเรียนจบผมสมัครงาน ได้รับการติดต่อให้ไปสัมภาษณ์หลายแห่งแต่ไม่มีที่ไหนรับเข้าทำงาน เหตุสำคัญคือความพิการด้านการมองเห็น ผมอยากมีงานทำจึงติดต่อกับมูลนิธินวัตกรรมทางสังคมซึ่งส่งเสริมการจ้างงานคนพิการสุดท้ายผมกลายเป็นส่วนหนึ่งในทีมทำงานของมูลนิธิฯ ได้ช่วยคนพิการให้มีงานทำ ได้คุยกับผู้คนมากขึ้น จนสนใจเรียนต่อปริญญาโทด้านจิตวิทยาคำปรึกษา ปัจจุบันผมเป็นนักจิตวิทยาการปรึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรฒ ประสานมิตร
.
สำหรับผม งานในหน้าที่นี้พบความสุขง่าย เพราะถ้าไม่มีความทุกข์ เขาก็คงไม่มา กว่าจะนัดได้ ต้องรอคิว จนมาเจอผม แค่รู้ว่าเขาอยากมาหาก็เพียงพอแล้วที่เราจะมีรู้สึกมีคุณค่า มีความสุข แล้วเมื่อได้ฟังสิ่งที่เขาอยากระบาย การได้ช่วย มันก็เป็นความสุขต่อๆ มา บางคนที่ตัดสินใจมาพบนักจิตวิทยา พอมาแล้วเห็นว่าผมตาพิการ บางครั้งก็เหมือนกับว่าช่วยให้ชีวิตของเขาดีขึ้นมาเลย (หัวเราะ)
.
การฟังอย่างละเอียด
ผมมีข้อจำกัดในการสังเกตสีหน้า แววตา ท่าทาง แต่ผมฟังละเอียด พยายามได้ยินทุกคลื่นเสียงที่เกิดขึ้นในห้อง เสียงเขย่าขา เสียงกัดฟัน เสียงหายใจ ถูมือ เสียงเท้าถูพื้น เสียงลมหายใจที่ผ่านออกมาขณะที่พูด ความสั่นเครือ ช่องเสียงที่พูดมาจากคอหรือจากท้อง เพื่อจะสังเกตความรู้สึก
.
ความสุขในการเรียนรู้
สำหรับผม การเรียนรู้ไม่มีวันสิ้นสุด เราเรียนรู้วิธีใช้ชีวิตในแบบของเรา ซึ่งแต่ละคนไม่เหมือนกัน เรียนรู้ที่จะอยู่กับสิ่งใหม่ๆ เรียนรู้ความคาดหวัง อะไรที่ไม่เคยเจอก็อย่าเพิ่งหวังว่าจะเป๊ะ จะต้องดีในครั้งแรก จะต้องสมบูรณ์แบบ ฯลฯ ใจจะได้ไม่แหลกสลายไปกับความคาดหวัง หรือกับดักที่เราสร้างเอาไว้ เปิดใจที่เรียนรู้จากความผิดพลาดของมัน
.
เรียนรู้ที่จะปรับตัวเองให้อยู่ในจุดสมดุลเสมอๆ อย่าทุกข์กับความหวังที่สูงเกินไป ไม่สุขจนลืมสมดุล เรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตอย่างเข้าอกเข้าใจในความเป็นชีวิต ธรรมชาติของตัวเรา และใจดีกับตัวเอง
.
เหล่านี้คือเรื่องที่เราเรียนรู้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด เรียนรู้ไปได้เรื่อยๆ ไม่ว่าจะเรียนจบชั้นไหนมาแล้วก็ตาม เป็นวิชาชีวิตที่เรียนไปตลอดชีวิต — เรียนรู้ที่จะอยู่กับความไม่แน่นอน คนปกติอาจจะกลายเป็นคนพิการ วันข้างหน้าเราอาจจะเป็นผู้สูงอายุ
.
ในเรื่องทั้งหมดที่ผมเล่ามา เป็นการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตของผมเอง ไม่ได้เกิดในชีวิตคนอื่น ดังนั้นอะไรที่ปรับใช้ได้ก็ขอปรับใช้ อะไรที่ไม่เข้าใจก็ปล่อยมัน ผมคิดว่าเราเรียนรู้ชีวิตผ่านชีวิตตัวเราเองได้ทุกวัน ทำชีวิตให้ดีขึ้นได้ในทุกๆ วัน นี่คือการเรียนรู้ตลอดชีวิต
.
………………………………………………..
