งานอาสาสมัครเป็นโรงเรียนฝึกทักษะ ได้ทำงานร่วมกับผู้คนแตกต่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นอาสาสมัครเพราะต้องการเก็บชั่วโมง เพราะถูกควบคุมความประพฤติ หรืออยู่ในช่วงปรับพฤติกรรม นี่คือโอกาสช่วยกันทำให้สังคมของเราน่าอยู่

.

  • การเป็นอาสาสมัครคือการเปิดโลกทัศน์ ได้เห็น ได้รู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อน และสิ่งเหล่านี้ไม่มีอยู่ในตำรา
  • อาสาสมัครมีความหลากหลาย วัย ความรู้ สถานภาพ งานอาสาสมัครจะช่วยให้เห็นภาพว่าสังคมกำลังเผชิญกับอะไร และเราจะมีส่วนร่วมในการแก้ไขหรือช่วยบรรเทาปัญหาได้อย่างไร
  • ทุกคนต้องรู้จักความเหน็ดเหนื่อย และการเป็นอาสาสมัครจะทำให้ความเหนื่อยของเรามีคุณค่า

.

รู้ไหมว่า องค์การสหประชาชาติได้ประกาศให้ปี 2026 นี้เป็น “ปีอาสาสมัครสากลเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก” (International Year of Volunteers for Sustainable Development 2026) ด้วยความเชื่อมั่นว่าอาสาสมัครคือพลังสำคัญในการขับเคลื่อนและเปลี่ยนแปลงโลก

.

ความสุขประเทศไทยได้คุยกับหัวหน้าฝ่ายงานอาสาสมัครของมูลนิธิกระจกเงา มูลนิธิที่มีโลแกนว่า “กระจกสะท้อนเงา เราสะท้อนสังคม” มูลนิธิฯ ให้การช่วยเหลือและสร้างการเปลี่ยนแปลงในสังคมผ่านพลังอาสาสมัครมายาวนาน ทั้งการดูแลในมิติประจำวันเช่น คนไร้บ้าน คนจนเมือง ไปจนถึงการให้ความช่วยเหลือในยามที่บ้านเมืองเผชิญภัยพิบัติ

.

คุณสมศักดิ์ วงศ์เงิน (นัท) หัวหน้าฝ่ายงานอาสาสมัคร และหัวหน้าโครงการอาสาสมัครนักศึกษา (บ้าฝึกงาน) มูลนิธิกระจกเงา เปิดเผยว่าสถิติจำนวนอาสาสมัครของมูลนิธิฯ มีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกปี สถิติของปี 2568 เทียบกับปี 2567 เพิ่มจำนวนขึ้นหนึ่งเท่าตัว ซึ่งอาจจะเป็นเพราะความรุนแรงทางธรรมชาติที่ประทุอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับชื่อเสียงของการลงมือทำ การตรวจสอบได้ของมูลนิธิฯ ทำให้สาธารณะตัดสินใจที่จะเข้าร่วม ทั้งการร่วมมือด้วยในระดับตัวบุคคลและระดับองค์กร ทั้งการสละเวลา ลงแรง ยอมเหนื่อย และการสละทรัพย์สิน

.

อาสาสมัครคือเจตนารมณ์ที่เราจะดูแลสังคมไปด้วยกัน

มูลนิธิฯ ทำงานเพื่อขับเคลื่อนสังคมมานานแล้ว และในระยะหลัง มูลนิธิได้ขยายขอบเขตเพื่อต่อยอดจากโครงการเดิมที่มีอยู่ เรามีโครงการผู้ป่วยข้างถนน ดูแลคนเร่ร่อน (ซึ่งคนกลุ่มนี้มักมีอาการทางจิตเวชร่วมด้วย) เมื่อช่วยเหลือพาผู้ป่วยเข้ารับการรักษาพยาบาล ดูแลสิทธิ์ แล้วก็พบว่า คนเหล่านี้ไม่มีช่องทางในการหารายได้ ไม่มีครอบครัวที่จะรับไปดูแล ไม่มีบ้านให้กลับ ฯลฯ ซึ่งก็ง่ายมากที่คนกลุ่มนี้จะกลับไปสู่วงจรเดิม จึงเป็นความจำเป็นที่ มูลนิธิฯ ต้องสร้างกลไกบางอย่างเพื่อป้องกันปัญหา มูลนิธิจึงมีโครงการใหม่ๆ เช่น โครงการจ้างวานข้า โครงการช้าการช่าง โครงการชรารีไซเคิล ฯลฯ เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางซึ่งมีมาแต่เดิม

.

อาสาสมัครในมูลนิธิกระจกเงา แบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก คือ

  1. อาสาสมัครรายวัน (8 ชั่วโมง) – มีทั้งนักเรียน นักศึกษา คนวัยทำงาน ผู้สูงอายุ
  2. อาสาสมัครเฉพาะทาง ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ เฉพาะทาง เป็นที่ปรึกษาในโครงการต่างๆ ของมูลนิธิ
  3. อาสาสมัครทีมภัยพิบัติ – อาสาสมัครยามวิกฤต อาสาสมัครกลุ่มนี้ไม่ได้มีเวลาปฐมนิเทศน์ หรือจัดการศึกษามากนัก ทุกคนเรียนรู้จากเหตุการณ์จริง เช่น เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ภาคใต้ เหตุการณ์ดินถล่มภาคเหนือ หรือโครงการดับไฟป่า

.

.

ความสำคัญของการปฐมนิเทศน์ (orientation)

อาสาสมัครกลุ่มหลักของมูลนิธิฯ คือ อาสาสมัครกลุ่มแรก ซึ่งมีความหลากหลายมาก มีทั้งนักเรียนประถม มัธยม นักศึกษามหาวิทยาลัย อาสาสมัครเหล่านี้ต้องการเก็บชั่วโมง ทำพอร์ตเพื่อเรียนต่อ ขอทุนการศึกษา ฯลฯ บางส่วนเป็นวัยรุ่นที่อยู่ในช่วงควบคุมความประพฤติ หรืออยู่ในคำสั่งเพื่อปรับพฤติกรรม อีกส่วนคือคนวัยทำงานซึ่งมีทั้งผู้ที่สมัครใจมาเอง และบริษัทห้างร้านจัดส่งมาเพื่อดูงาน หรือเป็นส่วนหนึ่งของงานช่วยเหลือสังคม (CSR)

.

จะเห็นว่า อาสาสมัครมีหลายวัย ทั้งผู้ที่เต็มใจและผู้ที่ถูกบังคับ อย่างไรก็ตามอาสาสมัครจะต้องเข้าปฐมนิเทศน์ เพื่อจะได้รู้ว่าที่นี่กำลังทำอะไร เห็นภาพว่าสังคมเผชิญปัญหาอะไร และอาสาสมัครจะมีส่วนในการแก้ไขปัญหาหรือช่วยบรรเทาปัญหานั้นได้อย่างไร

.

ไม่ว่าคุณมาเพราะต้องการเก็บชั่วโมง หรือเพราะถูกควบคุมความประพฤติ หรืออยู่ในช่วงปรับพฤติกรรม คุณกำลังมีโอกาสที่จะช่วยทำให้สังคมของเราน่าอยู่

.

อาสาสมัครต้องทำอะไรใน 8 ชั่วโมง

งานของอาสาสมัครรายวันคือ การบริจาคเวลาและแรงกายเพื่อช่วยบริหารจัดการทรัพยากรจากของผู้บริจาค  ในทุกๆ วัน มีรถนำของมาบริจาคให้มูลนิธิ 150-300 คัน/วัน ซึ่ง อาสาสมัครจะต้องทำงานร่วมกัน น้องมัธยมอาจจะต้องทำงานร่วมกับพี่มหาวิทยาลัย หรือกับผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ หรือบางครั้งก็เป็นศิลปิน คนดัง บางครั้งก็ทำงานร่วมกับกลุ่มเปราะบาง จัดว่าเป็นงาน “มัดรวม” ซึ่งเป็นโอกาสที่สร้างการเรียนรู้หลายมิติมาก เช่น นักเรียนมัธยมที่ได้ทำงานอาสาร่วมกับพี่ๆ ในมหาวิทยาลัย บางครั้งก็เหมือนเจอไอดอล ได้คำแนะนำ บางครั้งนักศึกษาได้มาจับคู่กับผู้บริหารองค์กรก็ได้ข้อคิด ได้ที่ฝึกงาน แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการได้เปิดโลกทัศน์ หลายคนจะบอกว่า เขาได้เห็น ได้รู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อน มันไม่มีอยู่ในตำรา ไม่มีในชีวิตที่แวดล้อมเขา

.

มีความขัดแย้ง ไม่ลงรอยกัน ระหว่างการทำงานอาสาสมัครไหม

ไม่มีครับ เมื่อผ่านการปฐมนิเทศน์อาสาสมัครทุกคนก็เป็นคนใหม่เหมือนๆ กัน เรียนรู้และช่วยกัน ลดกำแพง ลดการ์ดที่ตั้งเอาไว้ ส่วนในฝั่งของในฝั่งของผู้สูงอายุที่อยู่ในโครงการจ้างวานข้า ช้าการช่าง ฯลฯ คนเหล่านี้ว่ารู้ว่าอาสาสมัครคือผู้ที่เข้ามาช่วย กิริยามารยาทอาจจะไม่คุ้นหูคุ้นตา แต่ทุกคนมาช่วยเขา ดังนั้นบรรยากาศการทำงานอาสาสมัครจึงค่อนข้างถ้อยทีถ้อยอาศัย แม้จะเหนื่อย ร้อน ไม่สะดวกสบาย

.

เสียงสะท้อนของอาสาสมัคร ชอบอะไร ได้อะไร

ประการแรก อาสาสมัครรู้สึกปลอดภัยแม้ว่าจะอยู่ในพื้นที่ของความหลากหลาย ได้เปิดโลกทัศน์ หลายคนบอกว่าเขาเข้าใจบางปัญหาจากที่นี่ (มูลนิธิกระจกเงา)

.

ประเด็นถัดมาคือ อาสาสมัครรู้สึกได้ถึงความสุขจากการเสียสละ อาจจะเหนื่อย ไม่ได้เล่นเกม ไม่ได้อยู่กับมือถือ แต่มันคุ้มค่า เขารู้สึกว่าได้ทำเพื่อคนอื่นจริงๆ

.

ประเด็นต่อมาคืออาสาสมัครได้การดูแลที่ดี มูลนิธิเข้าใจความต้องการของเขา เช่น อำนวยความสะดวกในการลงทะเบียน การรับส่งอาสาสมัคร การให้ใบรับรอง การเข้าถึงภาพและข้อมูลประกอบทำพอร์ตรายงาน ฯลฯ รวมไปถึงครัวกลางที่ทุกคนจะได้กินอาหารร่วมกัน ทั้งหมดนี้เป็นอรรถรสของชีวิตที่หลายคนไม่เคยสัมผัสมาก่อน

อาสาสมัครอีกส่วนที่มาซ้ำ คือคนว่างงาน บางคนเป็นซึมเศร้า คนที่ไม่มีเพื่อนก็ได้เพื่อน จากที่ไม่เห็นคุณค่าของชีวิตก็รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าขึ้นมา

.

ถ้าคนเป็นซึมเศร้าสมัครมาเป็นอาสาสมัครมากๆ จะเป็นปัญหากับมูลนิธิกระจกเงาไหม

มาเลยครับ ไม่ต้องกังวลว่าจะมาเป็นภาระ ไม่ต้องกลัวครับ มาเลย พวกเราไม่กลัวภาระ (ฮา)

.

.

ปีนี้เป็นปีอาสาสมัครสากล พวกเราควรทำอะไร หรือไม่ควรทำอะไร

งานอาสาสมัครมีความหลากหลาย ผมอยากให้มองหางานที่เหมาะกับตัวเรา องค์กรที่จะช่วยให้เราได้เข้าใจภาพกว้าง เสริมการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ของเรา

.

ส่วนที่สองคือ ควรเช็คสภาพร่างกายตัวเองให้ดีว่าพร้อมไหม ถ้าไม่พร้อมเราจะรู้สึกแย่กับตัวเอง — คนเป็นอาสาสมัครคือผู้เสียสละ อยากช่วยเหลือคนอื่น ช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลง เป็นการอุทิศตน ดังนั้นขอให้ทำด้วยใจ

.

เรื่องที่สาม สำคัญมาก ขอให้ศึกษาว่าองค์กรที่เราจะไปเป็นอาสาสมัครนั้นเป็นใคร ทำอะไร จะได้ไม่ถูกหลอก ระยะหลังมานี้มีหลายคนถูกหลอกให้ไปเป็นอาสาสมัคร เสียเงิน เสียเวลา เสียความรู้สึก และไม่ได้การเรียนรู้อะไรเลย

.

ผมอยากให้ทุกคนรู้จักการเป็นอาสาสมัคร ทุกคนจำเป็นต้องรู้จักความเหน็ดเหนื่อย เผชิญความเหนื่อย เพราะมันเป็นธรรมดาของชีวิต การเป็นอาสาสมัครทำให้ความเหนื่อยของเรามีคุณค่า ผมคิดไม่ออกเลยว่า ถ้า วัยรุ่น คนหนุ่มสาว ไม่เคยเผชิญความเหน็ดเหนื่อย ความยุ่งยากซับซ้อน เขาจะใช้ชีวิตได้อย่างไรในอนาคต ผมคิดว่าอาสาสมัครเป็นแบบฝึกหัดสำหรับชีวิตในอนาคต — คุณนัทจบการให้สัมภาษณ์นี้ด้วยรอยยิ้มและยืนยันว่าจะรอต้อนรับทุกคนอยู่ที่มูลนิธิกระจกเงา

.

หากคุณอ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ขอฝากแถมท้ายว่า อาสาสมัครเป็นหนึ่งในกิจกรรมเพื่อ ส่งเสริมสุขภาพจิต มีงานวิจัยยืนยันว่าเมื่อได้ช่วยเหลือผู้อื่น ร่างกายจะหลั่งสารเอ็นดอร์ฟิน (Endorphins) และออกซิโทซิน (Oxytocin) ออกมา ซึ่งช่วยลดความเครียดและความวิตกกังวล ทำให้เกิดความรู้สึกว่าชีวิตมีคุณค่า (sense of purpose) อันเป็นเกราะป้องกันโรคซึมเศร้าได้เป็นอย่างดี

.

นอกจากนี้สร้างความเข้าอกเข้าใจ (empathy) ช่วยให้หลุดออกจากโลกส่วนตัว ปัญหาส่วนตัว ความรู้สึกด้านลบ ไปสู่โลกความจริงที่อาจไม่เคยเห็นมาก่อน เกิดเป็นความเข้าใจเพื่อนมนุษย์มากขึ้น เข้าใจความเป็นจริงของโลก และความสุขที่เกิดจากการลงมือทำเพื่อผู้อื่นจะช่วยบ่มเพาะความมีน้ำใจ ลดการตัดสินและตีตรา นำไปสู่ความอ่อนโยนและใจกว้าง ซึ่งเป็นทักษะสำคัญอย่างยิ่งในโลกอนาคต

.

ปี 2026 เป็นปีอาสาสมัครสากลเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก ชวนพวกเราไปลงแรงเป็นอาสาสมัครตามถนัด เพื่อดูแลดาวโลกที่แสนสวยนี้ไปด้วยกัน

.……………………………………………………

ความสุขประเทศไทย
PDPA Icon

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save