เรียนมาก็รู้ว่าต้นไม้มีชีวิต แต่ไม่เคยเห็นคุณค่า เคยเตะต้นไม้แรงๆ เคยเขย่าเพื่อความสนุก ทำกับเขาเหมือนเขาไม่ใช่สิ่งมีชีวิต อาบป่าครั้งนี้ช่วยให้อ่อนโยนขึ้น ชื่นชม เคารพการมีชีวิตของต้นไม้ อยากปกป้อง อยากขอโทษ และรู้สึกผิดในการกระทำที่ผ่านมา
.
- อาบป่า – ชินริน-โยคุ (Shinrin-yoku) คือ การฟื้นฟูชีวิต รับพลังจากธรรมชาติ ให้พลังจากธรรมชาติเยียวยาร่างกายและจิตใจ เมื่อได้อยู่ในธรรมชาติ พวกเราจะผ่อนคลายขึ้นโดยยังไม่ต้องทำอะไร
- ชีวิตประจำวันอาจจะทำให้รู้สึกว่าไฟมอดลงทุกวัน การกลับไปอยู่ในธรรมชาติคือเติมออกซิเจน เติมไฟ เติมพลังให้ตัวเรา แค่เข้าไปนั่ง นั่งโง่ๆ ก็ได้ มันจะไม่สูญเปล่า
- ต้นไม้ใหญ่ที่อายุหลายสิบปี เหมือนผู้ใหญ่ที่มีผ่านเหตุการณ์ร้อนหนาว มีประสบการณ์มากมาย ถ้านิ่ง ฟัง ให้เวลามากพอ เราจะได้ยินสิ่งที่ต้นไม้บอกกับเรา
.
ผู้ที่สนใจสุขภาพคงไม่มีใครไม่รู้จัก อาบป่า – Forest Bathing ซึ่งมีที่มาจากงานวิจัยและหนังสือที่ตีพิมพ์ที่ตีพิมพ์ไปทั่วโลก อาบป่า – ชินริน-โยคุ (Shinrin-yoku) : Shinrin (森林) แปลว่า ป่า และ Yoku (浴) แปลว่า อาบ คือ การฟื้นฟูชีวิต ใช้เวลาในธรรมชาติอย่างผ่อนคลาย ปลดปล่อยความเครียดและความเหนื่อยล้า เปิดประสาทสัมผัส รับรู้และเชื่อมโยงกับธรรมชาติ รับพลังจากธรรมชาติ ให้พลังจากธรรมชาติเยียวยาร่างกายและจิตใจ
.

ปัจจุบัน การท่องเที่ยวเชิงนิเวศและธรรมชาติได้รับความสนใจอย่างแพร่หลาย เกิดผู้จัดกระบวนการอาบป่ามากมาย หลากหลายรูปแบบ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ คุณจักรกริช พวงแก้ว (ตั๊ก) เจ้าหน้าที่สื่อสารองค์กร มูลนิธิเครือข่ายพุทธิกา ในกิจกรรมอาบป่าครั้งหนึ่งของเขา ซึ่งโครงการความสุขกำลังเติบโต (Happy Growth) เป็นเจ้าภาพจัดงาน มีผู้เข้าร่วมสะท้อนความรู้สึกหลังจบกิจกรรมว่า “รู้สึกเหมือนว่าได้ไปวัด คล้ายๆ การเข้าคอร์สปฏิบัติธรรม” พอถามว่าปกติเธอเข้าคอร์สปฏิบัติธรรมไหม เธอก็ว่าไม่ใช่สายนั้น แต่การไปอาบป่าเธอได้ความรู้สึกของการปฏิบัติธรรมจริงๆ — มันเป็นไปได้ยังไง ?
.
อาบน้ำ ชำระเหงื่อ อาบป่า ชำระใจ
คุณตั๊กเล่าว่า มีโอกาสได้ช่วยงาน ดร.สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ จัดกิจกรรมที่ให้คนกลับมาเชื่อมโยงกับธรรมชาติ ซึ่งในกระบวนการนั้น ต้องฝึกการเปิดประสาทสัมผัสทั้งห้า (ตา หู จมูก ลิ้น กาย) ซึ่งพุทธศาสนาเรียกว่า อายาตนะ ทำให้มีสติ มีความรู้สึกตัว ฝึกความจดจ่อ ซึ่งก็คือสมาธิ แต่ในกระบวนการไม่ได้ใช้คำศัพท์เหล่านั้น สิ่งที่ผู้อยู่ในกระบวนการมีประสบการณ์คือ ใจไม่ว่อกแว่ก ไม่ซัดส่าย กายกับใจมาอยู่ด้วยกัน
.
เมื่อเริ่มตั้งใจฟัง เปิดประสาทสัมผัสที่เรียกว่า “หู” อยู่กับการฟัง จดจ่อ กำลังได้ยินเสียงอะไรบ้าง เสียงไก่ เสียงกา เสียงนั้นอยู่ใกล้ หรือไกล เมื่อใช้ดวงตามอง ฝึกที่จะใส่ใจการมอง มองให้เห็น เห็นแสง เห็นสี เห็นเงา เห็นรูปทรง เมื่อดมกลิ่น เมื่อใช้ลิ้นลองชิมรส ก็เช่นเดียวกัน พูดง่ายๆ ก็คือ นี่เป็นเครื่องมือหนึ่งที่ใช้ฝึกการรู้สึกตัว กลับมาอยู่กับปัจจุบัน เป็นวิธีการฝึกสติ (mindfulness) เครือข่ายพุทธิกาจึงนำมาประยุกต์ใช้ในงานเติมสุข พาคนเปิดประสาทสัมผัสกลับไปเชื่อมโยงกับธรรมชาติ พร้อมๆ กับ เชื่อมโยงกับตัวเอง
.

.
เปิดทีละช่อง สัมผัสทีละอย่าง
กระบวนการอาบป่าด้วยการเปิดประสาทสัมผัสนี้ หัวใจสำคัญคือการรู้เนื้อรู้ตัว เมื่อมือจับกิ่งไม้ เรารู้ว่าเรากำลังจับกิ่งไม้ รู้ผิวสัมผัสของกิ่งไม้ เรียบ-ขรุขระ-หยาบ-ละเอียด รู้อุณหภูมิ ความร้อน-ความเย็น ความชื้น ความแห้ง ฯลฯ นี่คือกายสัมผัส
.
เมื่อถึงเวลาที่ได้กินข้าว ชวนให้กลับมามองอาหาร เห็นสีสัน รับรู้กลิ่น รับรู้รส อยู่กับการเคี้ยว อยู่กับการกิน รับรู้รสชาติ ผิวสัมผัสของอาหารที่เกิดขึ้นในปากของเรา ฯลฯ เหล่านี้เป็นเรื่องใกล้ตัว เป็นความมหัศจรรย์ซึ่งเกิดกับเราทุกวัน แต่เราไม่ได้สังเกตุ ไม่ได้รับรู้ เมื่อออกจากป่าหรือสวนสาธารณะ กลับไปใช้ชีวิตประจำวัน เราก็แค่รับรู้ว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นนั่นก็คือการกลับมาอยู่กับเนื้อกับตัวซึ่งทุกคนทำได้เอง และง่าย
.
ทำไมจึงต้องเดินเข้าสวน ทำไมต้องเข้าในป่า
ขอให้ลองสังเกตดู เมื่อเราได้อยู่ในธรรมชาติ เช่น อยู่ในสวนสาธารณะ หรือแค่อยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ความรู้สึกของเราต่างจากการอยู่ในห้อง ในตึกหรือในอาคารไหม? เมื่อได้อยู่ในธรรมชาติพวกเราจะผ่อนคลายขึ้นโดยธรรมชาติทั้งที่ไม่ได้ทำอะไร ยังไม่ต้องทำอะไร มันเป็นอย่างนั้นเอง การพาคนไปอยู่ในธรรมชาติจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี
.

.
ศาสตร์ของการอาบป่า
ในงานวิจัยว่าด้วยการอาบป่า หรือ ชินริน-โยคุ (Shinrin-yoku) ซึ่งจัดทำโดยชาวญี่ปุ่น บอกว่า เมื่อเราเข้าไปอยู่ในธรรมชาติ ตัวเรากับธรรมชาติมีการแลกเปลี่ยนจุลินทรีย์ต่อกัน ซึ่งมันช่วยฟื้นฟูพลังงานในตัวเรา ลดฮอร์โมนความเครียด เพิ่มการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน
.
คุณตั๊กได้เรียนกับครูแคลร์ (Claire Elouard) นักนิเวศวิทยาชาวฝรั่งเศส ซึ่งท่านพูดถึงการปรับระดับพลังงานในตัวคนกับธรรมชาติ พวกเราทุกคนมีพลังงาน บางคนเรียกว่า ‘ออร่า (aura)’ ต้นไม้และป่าก็มีพลังงานเช่นกัน ถ้าพลังงานในตัวเรามีความละเอียดใกล้เคียงกับพลังงานของต้นไม้ เราจะรับรู้พลังงานจากต้นไม้ได้ เปรียบง่ายๆ เหมือนคลื่นวิทยุกับเครื่องรับวิทยุ ถ้าคลื่นกับเครื่องรับมีความละเอียดใกล้เคียงกัน ก็จะรับส่งและรับรู้กันได้ ถ้าต่างระดับพลังงานกันมากก็ไม่สามารถจะรับรู้ได้ แต่การรับรู้ไม่ได้ ก็ไม่ได้แปลว่ามันไม่มี
.
ดังนั้น บางคนที่สงบและนิ่งพอ เมื่อสัมผัสต้นไม้ เขาจะรับรู้ถึงพลังงานที่ต้นไม้ปล่อยออกมา บางคนบอกว่าเหมือนกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ ที่ต้นไม้ปล่อยมาสู่ตัวเรา การเข้าไปอยู่ในธรรมชาติ ในป่า จึงเป็นการพาตัวเราเข้าไปอยู่ในพื้นที่ในอีกระดับพลังงานหนึ่ง ตัวเรากับป่าแลกเปลี่ยนพลังงาน แลกเปลี่ยนจุลินทรีย์ ต่อกัน
.
เวลาที่เล่าเรื่องแบบนี้ บางคนที่ไม่เชื่อก็จะรู้สึกว่าเป็นเรื่องเพ้อเจ้อ ในฐานะคนจัดกระบวนการเราจะไม่โน้มน้าวเขาว่าต้องเชื่อ แต่ก็ไม่เสียหายหากจะเปิดใจ เซ็ตตัวเองไว้กลางๆ คิดว่าพลังงาน-คลื่นความถี่เป็นวิทยาศาสตร์ ไม่เสียหายที่จะรับฟังด้วยใจเปิดกว้าง อย่างน้อยที่สุด ที่ทุกคนสามารถสัมผัสได้ก็คือ ธรรมชาติช่วยให้เราสงบลง ช่วยให้เราช้าลง นิ่งขึ้น
.
ต้นไม้เป็นสิ่งมีชีวิต เขามีชีวิต มีพลังงาน ให้พลังงาน รับพลังงาน หากเราละเอียดขึ้นสักหน่อย เราจะรับรู้ได้ การกลับมาอยู่ในธรรมชาติ เห็นสีเขียว ได้กลิ่นดิน กลิ่นหญ้า กลิ่นหอมของดอกไม้ ได้ย่ำเท้าบนพื้นดิน เหล่านี้คือการเยียวยา ได้ความรู้สึกตัวด้วยและได้รับการเยียวยาด้วย ต้นไม้ใหญ่ที่อายุหลายสิบปี เป็นเหมือนผู้ใหญ่ที่มีผ่านเหตุการณ์ร้อนหนาวมีประสบการณ์มากมายถ้าเรานิ่ง ฟัง ให้เวลามากพอ เราจะได้ยินสิ่งที่ต้นไม้บอกกับเรา
.

.
พื้นที่ชาร์จแบต
ส่วนใหญ่เวลาทำกิจกรรมในเมือง ซึ่งคนส่วนใหญ่รู้สึกแบตอ่อน หมดไฟ เหนื่อยล้า บางคนบอกว่า เขามีภาวะซึมเศร้า การได้อยู่กับต้นไม้ทำให้เขาได้ปลดล็อกบางอย่าง รู้สึกโอเคขึ้น มีครั้งหนึ่งที่ชวนผู้เข้าร่วม ให้เดินเข้าไปหาต้นไม้ต้นที่กำลังเรียกเขา แล้วสมาชิกคนหนึ่งสะท้อนหลังจบกิจกรรมว่า เขารู้สึกว่าได้กลับไปหาคุณพ่อ ผู้เข้าร่วมกิจกรรมคนนี้เสียคุณพ่อไปตั้งแต่เด็ก การอยู่กับต้นไม้ต้นนั้นเขารู้สึกอบอุ่นมาก เหมือนอยู่กับคุณพ่อ และพ่อโอบกอดเขา เขารู้สึกอบอุ่นมาก รู้สึกดีมากๆ
.
คนส่วนใหญ่ที่ได้ร่วมกิจกรรมก็มักจะบอกว่าผ่อนคลายมากขึ้น เขาน่าจะทำมาตั้งนานแล้วแค่เดินเข้าสวน สวนและต้นไม้ช่วยเราได้ ชีวิตประจำวัน อาจจะทำให้เรารู้สึกว่าไฟมอดลงทุกวัน การกลับไปอยู่ในธรรมชาติคือเติมออกซิเจน เติมไฟ เติมพลังให้ตัวเรา ไม่ต้องทำอะไรมาก แค่เข้าไปนั่ง พัก จะเรียกว่า นั่งโง่ๆ ก็ได้ ให้เวลาสัก 30-60 นาที ปล่อยจอย ไม่ต้องคิด ไม่ต้องคาดหวัง คนจำนวนมากอยู่เฉยๆ ไม่ได้ เพราะจะเริ่มคิด แล้วต้องหาอะไรทำ ชะลอไว้ก่อน ให้เวลาได้อยู่เฉยๆ สัก 30 นาที เชื่อว่าเวลา 30 นาทีนั้นจะไม่สูญเปล่า ความสุขเป็นเรื่องง่าย การใช้ชีวิตก็ไม่ได้ยากจนเกินไป
.
ถ้าไม่มีเวลา ไม่มีสวนสาธารณะใกล้บ้าน ปลูกต้นไม้สักต้นหนึ่ง ใส่ใจ ให้เวลา อย่าปลูกทิ้งๆ ขว้างๆ แล้วลองหาความเบิกบานจากต้นไม้ สร้างความสัมพันธ์ สร้างความผูกพันของตัวเรากับต้นไม้
.
ความรู้สึกของผู้เข้าร่วมกิจกรรมอาบป่า
รู้สึกเหมือนไปวัด — ปกติไม่ใช่คนไปวัด ไม่ชอบคอร์สปฏิบัติธรรม แต่ทริปอาบป่าครั้งนี้ เหมือนได้ปฏิบัติธรรม เป็นภาวะที่ได้อยู่กับตัวเอง เห็นความคิด ความรู้สึก แต่ก็สบาย รับรู้ความเป็นไป สงบ
.
รู้สึกรักต้นไม้มากขึ้น ชื่นชมการมีอยู่ของเขา รู้สึกจริงๆว่า ‘ต้นไม้มีชีวิต’ เรียนมาก็รู้ว่าต้นไม้มีชีวิต แต่ครั้งเป็นการรู้จริงๆ ทำให้รู้สึกเคารพการอยู่ การมีชีวิตของเขา อยากปกป้อง พร้อมกันนั้นก็อยากขอโทษ รู้สึกผิดในการกระทำที่ผ่านมา ที่เคยละเลย เคยไม่เห็นคุณค่า เคยเตะต้นไม้แรงๆ เคยเขย่าต้นไม้เพื่อความสนุก เราทำเหมือนกับเขาไม่ใช่สิ่งมีชีวิต … ซึ่งต่อไปก็คงไม่ทำอีกแล้ว ทริปอาบป่าครั้งนี้มันช่วยให้เราอ่อนโยนขึ้น ละเอียดขึ้น
.
ทดลองมีประสบการณ์สัมผัสธรรมชาติด้วยตนเองผ่านบทเรียนออนไลน์ https://www.happinessisthailand.com/category/microlearning/nature/
.
Sit Spot https://www.happinessisthailand.com/2024/07/06/sit-spot/
สัมผัสพลังแห่งผืนดิน https://www.happinessisthailand.com/2025/01/28/touching-the-earth/
.
มูลนิธิเครือข่ายพุทธิกา https://budnet.org/ มีภารกิจหลักคือส่งเสริมการเจริญสติ ปฏิบัติธรรม ปฏิบัติการจิตอาสาในโรงพยาบาล รวมถึง โครงการฉลาดทำบุญ และปันกันอิ่ม
.
ขอบคุณภาพประกอบโดย พรรษา ภูชำนิ และ โครงการความสุขกำลังเติบโต (Happy Growth)
