เดือนการฟังแห่งชาติทำให้ศูนย์ของเราคึกคัก มีชีวิตชีวา มีพลังงานใหม่ๆ บางเรื่องเกินความคาดหมาย พนักงานให้ความร่วมมือมาก มีส่วนร่วมมาก กระตือรือร้นมาก เป็นแคมเปญที่คนนำก็มีความสุข คนร่วมก็มีความสุข

.

  • เริ่มจากบุคลากรในองค์กรรู้จักฟังกันและกันมากขึ้น ให้เขาเห็นประโยชน์ผ่านประสบการณ์ตรงเป็นอันดับแรก
  • เมื่อคนในองค์กรได้ให้กำลังใจกัน คนที่มีปัญหาในชีวิตได้พูด ได้ระบายความทุกข์ มันเป็นการใช้เวลาคุณภาพร่วมกัน มีพื้นที่สำหรับเวลาคุณภาพ 
  • การมีห้องสำหรับฟัง คือการบอกว่าเราให้ความสำคัญ จริงๆ แล้วเราฟังที่ไหนก็ได้ แต่การมีห้องมันแสดงถึงการให้พื้นที่ มันแสดงรูปธรรม

.

ศูนย์คามิลเลียน โซเชียล เซ็นเตอร์ จ.ระยอง เป็นองค์กรหนึ่งที่ร่วมแคมเปญ เดือนการฟังแห่งชาติ 2568 คุณพ่อวุฒิชัย บุญบรรลุ ผู้อำนวยการศูนย์ฯ เล่าว่า ท่านสนใจแคมเปญเดือนการฟังแห่งชาติตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่ตอนนั้นรู้สึกว่าตัวเองยังไม่พร้อมจึงทำเพียงแค่ช่วยประชาสัมพันธ์ “ปีนี้พ่อพร้อมแล้วในหลายๆ เรื่อง พอเห็นว่าเป็นไปได้ก็เริ่มเลย ไม่อยากรออีก พ่อเห็นว่าการฟังเป็นฐานที่สำคัญ อยากให้การฟังเป็นวาระสำหรับคนในองค์กร อยากจะเน้นให้คนในองค์กรของพ่อได้ตระหนัก ได้ให้ความสำคัญ และได้ฝึกทักษะการฟัง จึงประกาศตัวเข้าร่วมและพยายามทำกิจกรรมเรื่องการฟังตลอดทั้งเดือน” มาฟังกันว่า องค์กรที่รณรงค์เรื่องการฟังตลอดทั้งเดือนนั้นเป็นอย่างไร

.

วิสัยทัศน์ที่นำการฟังเข้าสู่องค์กร

องค์กรของพ่อมีพันธกิจที่ทำงานเพื่อดูแลกลุ่มเป้าหมายที่เป็นกลุ่มปราะบางในสังคม (เด็กและผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวีและได้รับผลกระทบจากเอชไอวี) และในฐานะองค์กรศาสนาที่ให้ความสำคัญและส่งเสริมสุขภาวะทางจิตวิญญาณ (Spiritual Health) การฟังเป็นหนึ่งในเครื่องมือและทักษะที่สำคัญและจำเป็น

.

ปีนี้เป็นปีแรกที่เข้าร่วมแคมเปญเดือนการฟังแห่งชาติ พ่ออยากเริ่มด้วยการให้บุคลากรในองค์กร ซึ่งมีทั้งเจ้าหน้าที่ บุคลากร อาสาสมัคร และผู้รับการสงเคราะห์ที่เป็นทั้งเด็กและผู้ป่วยที่อยู่ในความดูแล รู้จักฟังกันและกันมากขึ้น อีกหน่อยถ้ามีทักษะและความพร้อมมากกว่านี้ ก็อาจจะพาพวกเขาออกไปฟังคนภายนอกบ้าง ซึ่งพ่ออยากให้เขาได้มีประสบการณ์นี้ในอนาคต ปีนี้ พ่ออยากให้บุคลากรเห็นประโยชน์ผ่านประสบการณ์ตรงของตัวเองก่อนเป็นอันดับแรก

.

.

ในเดือนนี้เราเตรียมกระบวนการและกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้คนของเราได้ฝึกทักษะ ทั้งการฟังตัวเอง ฟังเพื่อนร่วมงาน และอยู่ในบรรยากาศที่มีการรับฟังซึ่งกันและกันมากขึ้น เช่น พิธีเปิดเดือนการฟังพร้อมทั้งเปิดห้องฟังสร้างสุข จัดกิจกรรมทุกวันพฤหัสบดี จัดอบรมพัฒนาทักษะการฟังแก่เจ้าหน้าที่แกนนำที่สนใจ 

.

ห้องฟังสร้างสุข พื้นที่รูปธรรมเพื่อส่งเสริมการฟัง

พ่อว่า ห้องฟังสร้างสุข เป็นการรณรงค์เชิงสัญลักษณ์ที่เป็นรูปธรรม ที่ประกาศว่า องค์กรของเราให้คุณค่าและความสำคัญต่อการฟัง ห้องนี้เป็นพื้นที่สำหรับจัดกิจกรรมส่งเสริมการฟังสำหรับบุคคลากร และให้บุคลากรเข้ามาใช้ มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวก มีเครื่องมือสำหรับจัดกิจกรรมการฟัง เช่น การ์ดต่างๆ  และจัดสภาพแวดล้อมภายในห้องให้เหมาะสม จัดทีมบุคคลากรที่นำกิจกรรม “ฟังสร้างสุข” ทุกวันพฤหัสบดี ให้เจ้าหน้าที่ในองค์กรของเราเองเป็นแกนนำ ให้เขาออกแบบกิจกรรม และเป็นผู้นำกิจกรรมกันเอง ชวนเพื่อนในองค์กรมาทำกิจกรรมร่วมกัน

.

ในวันธรรมดา ห้องนี้ก็เปิดเป็นพื้นที่เพื่อใช้งานอื่นๆ ได้เช่นกัน  เช่น บางคนอาจจะเข้ามานั่งคุยกันก็ได้ บางครั้งพ่อก็ใช้ห้องนี้เพื่อประชุม ซึ่งล่าสุดเราเปลี่ยนสถานที่ประชุมประจำเดือนพนักงานจากห้องประชุมเดิมมาใช้พื้นที่ห้องฟังสร้างสุขแทน การประชุมในห้องประชุมก็มีบรรยากาศอย่างหนึ่ง พอย้ายมาประชุมในห้องนี้ก็ผ่อนคลายมากขึ้น เป็นการประชุมที่เน้นการฟังกัน นั่งพื้น มีเสื่อ ก็ผ่อนคลายมากขึ้น — การมาใช้ห้องฟังสร้างสุขเพื่อประชุม มันช่วย remind ทางอ้อมว่า “เราจะฟังกันนะ หัวใจหลักคือฟัง” 

.

.

ในตอนนี้เวลาที่เขาฟังกัน เขาไม่จำเป็นต้องเข้ามาที่ห้องการฟัง เขาก็ไปหาที่นั่งอื่นๆ ใต้ต้นไม้ ริมสนาม หาที่นั่งสบายๆ คุยกัน ซึ่งพ่อว่ามันเป็นบรรยากาศที่ดี มันบอกว่า เราให้ความสำคัญกับการฟัง เราฟังกันได้ ฟังที่ไหนก็ได้ แต่การมีห้องการฟังมันแสดงถึงการให้พื้นที่ มันแสดงรูปธรรม

.

ผลลัพธ์จากรณรงค์การฟัง

พ่อว่าศูนย์ของเราคึกคัก มีชีวิตชีวา มีพลังงานใหม่ๆ บางเรื่องเกินความคาดหมาย เช่น พนักงานให้ความร่วมมือ มีส่วนร่วมมาก เป็นแคมเปญที่คนนำก็มีความสุข คนร่วมก็มีความสุข มีหลายคนสนใจมากอยากเรียนรู้เพิ่มเติม พ่อจึงเชิญวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากเสมสิกขาลัยมาให้ความรู้ต่างหากซึ่งก็ได้ประโยชน์มาก ตัวพ่อเองก็ปลื้มใจมาก พ่อรู้สึกว่าตัวเองได้รับความร่วมมือทั้งจากคนในองค์กรและคนภายนอกองค์กร 

.

.

บรรยากาศในองค์กรเปลี่ยน ความสัมพันธ์ในองค์กรดี ทุกคนมีความสุขขึ้น พ่อไม่รู้ว่าจะวัดผลเรื่องนี้ได้อย่างไร แต่พ่อรู้สึกว่ามันเปลี่ยนไปในทางที่ดี พวกเราคุยกัน หยอกกัน ทักทายกันอย่างเป็นมิตมากขึ้น เป็นแคมเปญที่ทำให้ตระหนักว่า การฟังนี้สำคัญ คนในองค์กรให้กำลังใจกัน คนที่มีปัญหาในชีวิตได้พูด ได้ระบายความทุกข์ เป็นการใช้เวลาคุณภาพร่วมกัน มันเป็นสัญลักษณ์ว่าองค์กรของเรามีพื้นที่สำหรับเวลาคุณภาพ 

.

ตอนนี้เริ่มมา 3 สัปดาห์ เราจะเห็นได้ว่าการฟังส่งผลต่อการสื่อสาร คนที่ไม่ค่อยสนใจฟัง คุณภาพการฟังไม่ค่อยดีก็จะสื่อสารได้ไม่ค่อยดี

.

.

.

คุณพ่อสนใจการฟังเพราะเกี่ยวโยงกับศาสนา เช่น การสารภาพบาป ?

พ่อไม่ได้คิดที่จะเอาศาสนามาเชื่อมโยงกับการฟัง พ่อไม่ได้คิดไปถึงตรงนั้น แม้ว่าจริงๆ แล้วก็เชื่อมโยงได้  โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการ สารภาพบาป (confession)  เพราะการสารภาพบาป การแก้บาป มีความซับซ้อนและละเอียดอ่อนมากกว่านั้น (ซึ่งไม่สามารถนำมาเชื่อมโยงกันได้ทั้งหมด ณ เวลานี้)  อีกทั้งบุคลากรภายในองค์กรของพ่อส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นคริสตชน (มากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ นับถือศาสนาพุทธ)  จุดเริ่มต้นของพ่อคือให้ความสำคัญกับเจ้าหน้าที่ก่อน อยากเราให้มีบรรยากาศของการหันมาฟังกัน — การฟังเป็นเรื่องของความเป็นมนุษย์

.

การฟังนี้จะว่าไปก็มีส่วนที่สัมพันธ์เชื่อมโยงกับความเป็นศาสนาอยู่ด้วยเหมือนกัน แต่ขณะเดียวกันก็ไม่จำเป็นต้องเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับความเป็นศาสนาก็ได้ — มันเป็นพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ ที่ทุกคนมี และน่าจะได้ฝึกและสัมผัสกับประสบการณ์นี้ 

.

ก่อนหน้านี้มีคนบอกว่าองค์กรของเราเคยมีกฎ “ห้ามจับกลุ่มคุยกัน” บรรยากาศก็ตึงๆ อยู่นิดหน่อย (หัวเราะ) การจับกลุ่มคุยกันที่แต่ก่อนเคยถูกมองว่าเป็นความผิด แต่เมื่อมีแคมเปญการฟัง การคุยกันเป็นเรื่องที่ได้รับการส่งเสริม บรรยากาศโดยรวมภายในองค์กรเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ผ่อนคลายขึ้น พ่ออาจจะยังไม่กล้าเรียกว่าเป็นวัฒนธรรมใหม่ แต่มันเป็นแนวโน้มที่ดี เป็นพลังงานใหม่ๆ ที่ดี ที่ไหลเวียนอยู่ในองค์กรของเรา

.

ความประทับใจในเดือนการฟังแห่งชาติ

พ่อประทับใจบุคลากรของพ่อ เขาให้ความร่วมมือ มีหลายเรื่องที่เกินความคาดหวังของพ่อไปมาก อีกอย่างพ่อมองเห็นศักยภาพของบุคลากรภายในองค์กร หลายคนเป็นนักฟังที่ดี ประทับใจศักยภาพของกลุ่มแกนนำที่ช่วยขับเคลื่อนและออกแบบจัดกิจกรรมการฟังให้เพื่อนๆ ภายในองค์เองได้  และจากแคมเปญนี้ ตัวพ่อเองก็รู้จักการฟังเพิ่มขึ้น ได้เห็นความสุขของคนในองค์กรซึ่งก็กลายเป็นความสุขของพ่อด้วย  และที่สำคัญบรรยากาศภายในองค์การที่ถูกเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น ความสัมพันธ์ของบุคคลากรภายในองค์กรที่ดีมากขึ้น  

.

คุณพ่อยอห์น เป็นคุณพ่อผู้ก่อตั้งศูนย์ฯ ท่านเป็นชาวอิตาลี โดยปกติท่านไม่สนใจการนั่งประชุม หรือการนั่งพูดคุยเท่าไร เวลาพนักงานนั่งประชุมนานๆ ท่านมักจะบอกว่า “ไปทำงาน ไม่ต้องประชุม” ตอนแรกที่องค์กรของเราจะมีแคมเปญเดือนการฟัง ท่านก็เฉยๆ ไม่ขัดขวางแต่ก็ไม่ได้สนใจมากนัก แต่เมื่อจัดกิจกรรม ท่านมาร่วมและอยู่จนจบกิจกรรม ท่านไปหาข้อมูลเพิ่มเติม ท่านสนับสนุนเต็มที่ เรื่องนี้เป็นเรื่องหนึ่งที่พ่อปลื้มใจมาก 

.

คุณพ่อทิ้งท้ายในการสัมภาษณ์นี้ว่า แม้ว่าวาระการรณรงค์เดือนการฟังแห่งชาติจะจบลงไปแล้ว แต่องค์กรของพ่อจะยังคงดำเนินกิจกรรมนี้ต่อไปอย่างต่อเนื่อง และเชื่อมั่นว่าผลจากการดำเนินกิจกรรมการฟังที่ทำมาตลอดทั้งเดือน จะยังคงส่งผลต่อเนื่องต่อไป 

.

……………………………………

ความสุขประเทศไทย

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • Google Analytics

    ใช้ Google analytics สำหรับเก็บข้อมูลการใช้งานเพื่อวิเคราะห์การใช้งานภายในเว็บไซต์

Save