ศึกษานิเทศก์บางคนอาจจะรู้สึกว่าตัวเองชำนาญมาก เป็นเจ้าของความรู้ มีวิธีการที่ถูกต้อง เมื่อเข้าไปสังเกตการสอน ก็อาจจะมีท่าทีการจับผิด ขยี้จุดด้อยแต่ไม่เคยบอกจุดเด่น ไม่มีคำชม ครูจึงรู้สึกว่ากำลังถูกจับผิด — แต่การมีศึกษานิเทศก์ คือการมีใครคนหนึ่งที่เห็นภาพรวมในห้องเรียน ซึ่งจะช่วยให้ห้องเรียนดีขึ้นได้จริงๆ
.
- ครูมีความกังวลเมื่อรู้ว่าศึกษานิเทศก์จะมาดูการสอน ความรู้สึก ‘โดนนิเทศ’ เป็นอะไรที่น่าอึดอัด เพราะคล้ายกับการถูกตรวจสอบ ทำให้รู้สึกกดดัน
- เดิมศึกษานิเทศก์อาจจะเชื่อว่าคำตอบจะอยู่ที่เรา แต่ลองเปลี่ยนบทบาทให้ครูเป็นผู้หาคำตอบ สำรวจวิธีการแก้ปัญหาไปด้วยกัน นี่คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง
- บางครั้งครูก็เหนื่อย ศึกษานิเทศก์ก็เหนื่อย แต่เด็กๆ ไม่เกิดการเรียนรู้ นั่นนแปลว่าเราทั้งหมดอาจจะกำลังหลงทาง
.
คนจำนวนไม่น้อยไม่รู้ว่า ‘ศึกษานิเทศก์’ มีบทบาทอย่างไรในระบบการศึกษา ‘การนิเทศ’ สามารถช่วยการเรียนการสอนได้อย่างไร บทความนี้อาจจะช่วยให้ผู้อ่านเห็นบทบาทของศึกษานิเทศก์ ที่เป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับการศึกษาให้มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล
.

ศุภวัลย์ ชูมี (ปราง) ศึกษานิเทศก์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสตูล เล่าว่า ศึกษานิเทศก์มีงาน 3 ฟังก์ชั่นคือ
- เข้าชั้นเรียนเพื่อสังเกตการสอน มีบทบาทเป็นผู้ช่วยครู เพื่อให้ครูสอนได้ดีขึ้น บรรลุวัตถุประสงค์ในการเรียนการสอนนั้นๆ
- สนับสนุนโรงเรียนให้มีความสามารถในการบริหารวิชาการ เช่น ออกแบบหลักสูตร ออกแบบกิจกรรมในห้องเรียน หรือทำโครงการ-กิจกรรม เพื่อให้ครูและผู้บริหาร ได้พัฒนาการบริหารวิชาการ ส่งเสริมการเรียนการสอนไปด้วยกัน
- พัฒนาตัวเองเพื่อสร้างชุมชนการเรียนรู้ด้านวิชาชีพ เชื่อมคนเข้าด้วยกันเพื่อทำงานร่วมกันแบบมีเป้าหมาย
เคยได้ยินว่าครูกับศึกษานิเทศก์เป็นไม้เบื่อไม้เมา จริงไหมคะ
[ทำตัวเป็นเจ้านาย ชี้ว่าการสอนแบบนี้ถูก แบบนี้ผิด เอาแต่ใจตัวเอง ต้องมีกระเช้าของฝาก ส่วนมาก ego สูง ไม่ค่อยฟังความคิดเห็น ชอบดัดแปลงคำพูดเป็นวาทกรรมสวยหรู มาแต่ละทีครูต้องไปต้อนรับ พิธีรีตรองมาก ….] อ้างอิงจากเว็บไซต์พันทิพ https://pantip.com/topic/42388819
ปรางหัวเราะแล้วบอกว่าขึ้นกับบุคลิกแต่ละคน — แต่ก็รู้ได้ว่าครูมีความกังวลเมื่อรู้ว่าศึกษานิเทศก์จะมาดูการสอน ความรู้สึก ‘โดนนิเทศ’ เป็นอะไรที่น่าอึดอัด เพราะคล้ายกับการถูกตรวจสอบ ทำให้รู้สึกกดดัน
“ศน.อาจจะรู้สึกว่าตัวเองชำนาญมาก เป็นเจ้าของความรู้ มีวิธีการ ‘ที่ถูกต้อง’ เมื่อเข้าไปสังเกตการสอน ก็เป็นไปได้ที่จะมีท่าทีของการจับผิด — ทำอย่างนั้นไม่ถูก ไม่ควรทำอย่างนี้ ทำไมไม่ทำอย่างนั้น ฯลฯ มีลักษณะของการชี้ บอกให้ทำ ขยี้จุดด้อยแต่ไม่เคยบอกจุดเด่น ไม่มีคำชม จึงเป็นไปได้ที่ครูจะรู้สึกว่ากำลังถูกศึกษานิเทศก์จับผิด — แต่จริงๆ แล้วการมีศึกษานิเทศก์คือการมีใครคนหนึ่งที่เห็นภาพรวมในห้องเรียน ซึ่งน่าจะช่วยทำให้ห้องเรียนดีขึ้นได้จริงๆ” ปรางให้ความเห็น
ปรางในบทบาทศึกษานิเทศก์เคยประสบปัญหาหรือมีประสบการณ์ในการทำงานอย่างไร
ปรางอยากเห็น ‘การเปลี่ยนแปลง’ และการเปลี่ยนแปลงอาศัยเวลา และมันจะไม่เกิดถ้าครูไม่เชื่อว่ามันมีวิธีการที่ดีกว่าจากสิ่งที่เขาทำอยู่ — โดยบทบาทที่เป็นอยู่ เมื่อศึกษานิเทศก์บอก ครู(จำเป็นต้อง)ฟัง แต่ครูอาจจะฟังโดยไม่เชื่อก็ได้ สิ่งที่เห็นก็คือ ครูเปลี่ยนการสอนเฉพาะเมื่อศึกษานิเทศก์มา ทำตามสั่ง ถ้าไม่มาก็ไม่ทำ เมื่อเป็นอย่างนี้ก็จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง

วิธีการช่วยให้ครูเกิดความเชื่อเป็นอย่างไร
ลำดับแรกคือปราง (ซึ่งอยู่ในบทบาทศึกษานิเทศก์) ต้องฟังเขา(ครู) ก่อน เมื่อฟังทั้งหมดแล้วจึงค่อยถาม บทบาทของศึกษานิเทศก์และครูคือการได้ ทบทวนจุดมุ่งหมาย ของการเรียนการสอน แล้วช่วยกันแก้ปัญหา — เดิมเราอาจจะเชื่อว่าคำตอบจะอยู่ที่เรา(ศึกษานิเทศก์) แต่ลองเปลี่ยนบทบาทให้ครูเป็นผู้หาคำตอบ หรือสำรวจวิธีการแก้ปัญหาไปด้วยกัน นี่คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง
ปรางเข้าอบรม ‘ศึกษานิเทศก์ไทยหัวใจโค้ช’ เพราะปรางชอบเป็นศึกษานิเทศก์ เพียงแต่รู้สึกว่าตัวเองฟังไม่เป็น เวลาคุยกับครู ถามครู พอเขาตอบกลับมา ในหัวของเราจะคิดต่อไปทันทีว่า เดี๋ยวจะคุยต่อยังไง นึกคำถามล่วงหน้า นึกคำโต้ตอบ มีคำแนะนำล่วงหน้าเสมอ ลึกลงไป ปรางมีคำตอบสุดท้าย มี วิธีการที่เหมาะสม มีสิ่งเราเชื่อว่ามันจะนำไปสู่สิ่งที่ดีกว่าเอาไว้แล้ว
การมี ‘คำตอบสุดท้าย’ อยู่ในใจ เป็นปัญหาอย่างไร ?
ศึกษานิเทศก์ก็จะไม่รู้ว่าครูคิดอะไร ครูอาจจะทำตามสั่งแต่ไม่เข้าใจ หรือเขาไม่อยากทำเพราะมันไม่เป็นตัวของเขา เขาอาจจะทำเฉพาะต่อหน้าศึกษานิเทศก์ เหล่านี้ไม่ได้ช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการเรียนการสอนเลย
การเป็นศึกษานิเทศก์มาหลายปี ปรางเห็นว่าครูเหนื่อยมาก สอนเยอะ พูดเยอะ ใช้พลังงานเยอะ แต่การเปลี่ยนแปลงกลับไม่ค่อยเห็น — ทำไมล่ะ ? ส่วนหนึ่งเพราะครูก็ไม่ค่อยได้กลับไปตรวจสอบว่า สิ่งที่สอนนั้น เด็กๆ ได้เรียนรู้อย่างที่ครูต้องการหรือไม่ บางครั้งครูก็เหนื่อย ศึกษานิเทศก์ก็เหนื่อย แต่เด็กๆ ไม่เกิดการเรียนรู้ มันแปลว่าเราทั้งหมดกำลังหลงทาง

แผนที่กันหลง
ปรางมีชุดคำถามที่ชวนครูคิดและหาคำตอบไปด้วยกัน เช่น การสอนวันนี้ คุณครูอยากให้เด็กๆ รู้เรื่องอะไร คุณครูตั้งเป้าหมายเอาไว้อย่างไร การสอนวันนี้ ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้หรือไม่ — ถ้าครูตอบว่า “ได้ตามเป้าหมาย” ก็ชวนดูต่อไปว่าเด็กๆ ได้ตามเป้าหมายทุกคนหรือไม่ คุณครู (และศึกษานิเทศก์) รู้ได้อย่างไร รู้จากกิจกรรมไหน จากตรงไหน จากช่วงไหนของกิจกรรม
ถ้าครูบอกว่า “ไม่ได้ตามเป้าหมาย” ก็ช่วยกันมองว่า พลาดตรงไหนและน่าจะปรับปรุงอย่างไร — ทั้งหมดนี้ คำตอบไม่ได้มาจากศึกษานิเทศก์ (ผู้สังเกตการณ์) แต่เป็นการช่วยกันมอง ทั้งครู(ผู้เล่นในสนาม) และศึกษานิเทศก์ (ผู้สังเกต) ช่วยกัน มันเป็นกระบวนการ ตั้งคำถามเพื่อทบทวนกระบวนการของการเรียนการสอน
เมื่อก่อน ครูไม่เห็นตัวเอง ฟังและแก้ตามที่นิเทศก์บอกให้ทำ แต่วิธีใหม่ทำให้ครูได้ทบทวน ออกแบบ ตั้งคำถาม ตรวจสอบผลลัพธ์ด้วยตัวเอง — ส่งผลให้สิ่งเหล่านี้ก็ยังอยู่ในตัวครู ครูสามารถนิเทศก์ตัวเองได้ตัว ในเรื่องที่ศึกษานิเทศก์ไม่ได้บอก แต่ครูก็รู้และจัดการตัวเองได้
ตัวของปรางซึ่งเป็นศึกษานิเทศก์ก็ทำงานได้กว้างขึ้น เมื่อก่อนนิเทศได้เฉพาะวิชาที่ตัวเองถนัดเช่นภาษาอังกฤษ ภาษาไทย สังคม ในกลุ่มวิชาอื่นก็ไม่ค่อยกล้า แต่ปัจจุบันข้อจำกัดนี้ก็ลดน้อยลง
ปรางรู้สึกว่าวิธีการนี้ ช่วยลดความขัดแย้งได้มาก เดิม แต่ละฝ่ายต่างก็มีธงของตัวเอง ตัวปรางก็มีธง ครูก็มีธงที่อยากให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ จะเอาแบบนี้ — แต่เมื่อฟัง คุย ถาม มีมุมมองใหม่ เห็นวิธีการใหม่ ก็เกิดการประนีประนอม มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ทั้งหมดนี้ปรับใช้ได้ทั้งระดับผู้อำนวยการและครูผู้สอน ไม่ใช่การนิเทศแบบที่มีข้อสรุปอยู่แล้วตั้งแต่ก่อนออกมาดูชั้นเรียน เราอยู่กับความเป็นจริงที่เป็นอยู่ มันเกิดอะไรขึ้น เห็นปัญหาร่วมกัน แล้วเราก็หาวิธีที่จะทดลองให้ครูสอนได้ดีขึ้นในเวอร์ชันที่เป็นตัวของครูเอง
ครู ผู้อำนวยการ ศึกษานิเทศก์ ทำงานอย่างเป็นเพื่อนกัน ดังนั้นจึงมีการทำงานที่เป็นทางการ (formal) และมีการทำงานนอกกรอบ (informal) ความรู้สึกเป็นเพื่อน ก็ทำให้ความรู้สึก กดดัน-ถูกกดดัน น้อยลง สบายในความสัมพันธ์มากขึ้น งานก็ดีมากขึ้น “แม้แต่ครูที่สอนได้ดีแล้ว อาจจะประเมินตัวเองว่าได้ 10 คะแนนเต็ม แต่เมื่อคุยกันจริงๆ ครูก็เห็นว่า เขายังมีรายละเอียดอื่นๆ ที่จะทำให้การสอนของเขาดีขึ้นอีก เช่น เขาอยากสอนให้สนุกขึ้น เขาอยากให้เด็กๆ มีส่วนร่วมมากขึ้น ท้าทายขึ้น ฯลฯ”
วิธีการใหม่นี้ทำให้ครูสามารถปรับกระบวนการเรียนการสอนให้กลมกลืนกับเด็กๆ มากขึ้น ครูอาจจะถามนักเรียนช่วงท้ายเช่น คาบนี้นักเรียนคิดว่าตัวเองได้เรียนรู้อะไร เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับชีวิตเราตรงไหน เด็กๆ คิดว่าจะนำเรื่องที่เรียนนี้ไปใช้ในชีวิตอย่างไร — ส่งผลสุดท้ายคือเด็กๆ มีผลการเรียนที่ดีขึ้น สนใจการเรียนมากขึ้น
เสียงสะท้อนจากโรงเรียน
ผู้อำนวยการ อะหมาร สันนาหู โรงเรียนบ้านควนเก เขตพื้นที่จังหวัดสตูลสะท้อนว่า ผมคิดว่า เราได้พัฒนากันทุกคนเลย ทั้งผู้อำนวยการ ครูผู้สอน ศึกษานิเทศก์ เครือข่ายของเรา เพื่อเป้าหมายสุดท้ายที่เรามีร่วมกันก็คือเด็กนักเรียน ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมอย่าชัดเจนก็คือ
1) ผลการประเมินการสอบระดับชาติ O-NET* (ชั้น ป.6) ระดับ NT* และ RT* ดีขึ้น — ผลการสอบในอดีตของโรงเรียนอยู่ลำดับที่ 153 ของจังหวัดสตูล (อันดับที่ 9 จากท้ายสุด) ปัจจุบัน ปรับขึ้นเป็นลำดับที่ 53 ของจังหวัด — นี่คือผลเชิงประจักษ์ที่เกิดขึ้นกับเป้าหมายปลายทางคือเด็กนักเรียน
2) ครูมีทักษะที่ไม่ได้เป็นแค่ผู้สอน แต่มีลักษณะของ facilitator เช่น ชวนสมาชิกในเครือข่ายพูดคุย ช่วยกันสะท้อน-แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ช่วยกันหาจุดเด่น-จุดด้อย สิ่งที่อยากพัฒนาร่วมกัน เป็นการพัฒนาการเรียนการสอนแบบไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง — ซึ่งดีมาก
ศึกษานิเทศก์ปราง ได้บอกไว้ตั้งแต่ต้นว่า การเปลี่ยนแปลงอาศัยความเชื่อ และอาศัยเวลา ปรางใช้เวลา 6 ปี ในการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในเครือข่ายของเธอและเห็นประจักษ์ได้ถึงผลลัพธ์อย่างน่าชื่นใจ และ เชื่อได้ว่าการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้เกิดขึ้นได้ในที่ทุกเช่นกัน
…………………………………………..
O-NET – Ordinary National Educational Test การสอบวัดผลทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน
NT – National Test การสอบวัดผลระดับชาติของนักเรียนประถม 3
RT – Reading Test การสอบประเมินผลการอ่านของนักเรียนประถม 1
