เราไม่เคยเข้าใจว่าทำไมเขาจึงกินเหล้า อะไรทำให้เขาหันเข้าหาเหล้า เขามีปัญหาอะไร เขาต้องการแก้ปัญหาอะไร ถ้าเราได้นั่งฟัง ได้ฟังเขาจริงๆ เราจะได้ยินความทุกข์ของเขา และถ้าเราหาวิธีแก้ทุกข์ เขาจึงจะหันมาเลิกเหล้า

.

.

คุณพิมพ์มณี เมฆพายัพ (นุต) ผู้ประสานงานสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า


ตอนที่นุตบอกชื่อสำนักงาน ผู้เขียนต้องขอให้เธอทวนชื่อและขอบเขตการทำงานของเธอถึงสองครั้ง — ไม่ง่ายเลยที่คนทั่วไปจะเข้าใจการทำงานของหน่วยงานนี้ นุตอธิบายว่าทุกจังหวัดของไทยมี ‘ประชาคมงดเหล้าจังหวัด’ ซึ่งทำงาน กับองค์กรต่างๆในระดับภาคและระดับจังหวัด เพื่อขับเคลื่อนและรณรงค์ ลด ละ เลิก เหล้าและปัจจัยเสี่ยง เธอทำงานอยู่ในสำนักงานกลางทำหน้าที่ประสานงานกับ ประชาคมงดเหล้าระดับภาคและจังหวัดทั่วประเทศ — “แค่ฟังก็เหนื่อยแล้ว” ผู้เขียนแซวเธอกลับไป


นุตทำงานในองค์กรนี้กว่า 18 ปีแล้ว เข้ามาทำเพราะความตั้งใจดีล้วนๆ ตามความเข้าใจของนุต (ในตอนนั้น) หน้าที่ของเธอคือการผลักดันให้ผู้คนลด ละ เลิก การกินเหล้า ซึ่งก็นับว่ามากแล้ว แต่ในการขับเคลื่อนงานจริง ยังมีปีกอีกสองข้างที่นุตต้องให้ความสำคัญด้วยพร้อมๆ กัน ‘เหมือนไม่ใช่งานเราแต่ก็เป็นงานของเราด้วย’ ซึ่งในตอนนั้นนุตไม่เข้าใจ


.

ปีกแรกเป็นการทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ แพทย์ ที่ปรึกษา ผู้ทรงคุณวุฒิในสายงานสาธารณสุข การทำงานวิเคราะห์ สังเคราะห์ อีกปีกหนึ่งคืองานสื่อสารสาธารณะ การสร้างความเข้าใจต่อผู้คนในสังคม ภายใต้แนวคิดการตลาดเพื่อสังคม เนื้อหาของงานส่วนนี้คือการทำให้คนทั่วไปเข้าใจว่า การเลิกเหล้าสำคัญอย่างไร เหตุใดประเทศของเราจึงต้องทำเรื่องนี้

.

นุตเล่าว่าตัวเธอในขณะนั้น “เครียดมาก ภายในตัวเราเต็มไปด้วยความเครียด กดดัน บางคำถามของผู้เชี่ยวชาญเป็นสิ่งที่นักสังคมอย่างเราไม่รู้ ไม่คุ้น มันไม่ใช่ความถนัดของเรา งานอีกด้านเป็นงานสื่อสารสาธารณะยิ่งไม่คุ้นใหญ่เลย ต้องหาประเด็น หากรณีตัวอย่างมาออกสื่อ — เราถนัดในการทำงานกับพื้นที่ ไม่ใช่งานแบบนี้แต่บอกออกมาไม่ได้ — เมื่อมองกลับไป ภายในตัวของเราขณะนั้นมีความหวั่นกลัว มีความขัดแย้งภายในสูงมาก” — เธอรู้สึกว่าเธอแวดล้อมไปด้วยความขัดแย้งและวิธีหนึ่งในการปกป้องตัวเองก็คือ การตอบโต้ โต้เถียง จากความขัดแย้งภายในก็เกิดเป็นความขัดแย้งภายนอก ขัดแย้งระหว่างหน่วยงาน เมื่อมองย้อนกลับไปเป็นนุตบอกว่า “เป็นเพราะเราไม่เข้าใจงานของเขา เราไม่เข้าใจสิ่งที่เขาต้องการจากเรา พร้อมกันนั้น เราก็รู้สึกว่าเขาไม่เข้าใจความทุกข์ยากและความเหน็ดเหนื่อยของเราเลย”

.

สิ่งนี้ค่อยๆ คลี่คลายเมื่อนุตได้พบกับกระบวนการอบรม TEP โดย ธนาคารจิตอาสา นุตบอกว่า ระยะนั้นเป็นช่วงที่เธอกำลังรับผิดชอบงานฝึกอบรม “ตอนนั้นเริ่มรู้สึกว่า ต้องออกมาทำงานอบรมด้วยตัวเอง เพราะไม่เห็นว่าใครที่จะรู้จักเนื้องานดีเท่ากับตัวเราเอง แต่พร้อมกันนั้นเราก็ยังไม่มั่นใจมากนัก” ในการอบรมครั้งแรกสร้างความมั่นใจให้นุตเต็มร้อย เพราะการอบรมนั้นช่วยให้เธอเห็นภาพรวมของภารกิจของเธอ วิทยากรและกระบวนการพาให้นุตเห็นภาพรวม ภารกิจและความหมายของงาน พร้อมกันนั้นก็ช่วยให้เห็นจังหวะก้าว ค่อยๆ ไป ทีละขั้น ทีละขั้น นอกจากนี้ยังกระบวนการยังพาให้นุตได้กลับมาทำความรู้จักธรรมชาติของตัวเอง ได้ทบทวนตัวเอง ทบทวนทักษะทั้งภายนอกและภายในช่วยให้เธอเห็นจุดอ่อนและจุดแข็งที่จะกลับไปทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

.


“ในการอบรมTEP ครั้งแรก เขาขออาสาสมัครนำเกมสันทนาการ มันเป็นกิจกรรมเล็กๆ ไม่กี่นาที เราอาสาทันทีรู้สึกว่ามันหมูมาก — พอจบกิจกรรมก็ช่วยกันถอดประสบการณ์ ครั้งนั้นเป็นครั้งแรกที่ทำให้เราเห็นช่องโหว่ของตัวเองเป็นครั้งแรก เพิ่งเห็นว่าเราเป็นคนเร็ว เรารอไม่ค่อยได้ ทนความเงียบไม่ได้ พอเห็นวงโต้ตอบช้าก็รีบเฉลย”

“เป็นครั้งแรกที่เราเห็นด้วยประสบการณ์จริงๆ ว่า ช้าก็ได้ เรื่อยๆ ก็ได้ ความเงียบไม่ได้แปลว่าไม่ได้เรื่อง แต่มันอาจจะแปลว่า ทุกคนกำลังใคร่ครวญและเรารอได้ ให้เวลาอีกสักหน่อย” — สิ่งนี้พลิกการรับรู้ของเธอ และส่งผลต่อบุคลิกภาพของเธอทั้งหมดและยังคงส่งผลมาถึงวันนี้


“เราถูกบ่มไว้ด้วยชุดความเชื่อที่ว่านักจัดอบรมที่ดีต้องตลก งานที่ดีต้องมีการโต้ตอบเยอะๆ คนนำต้องทำให้วงมีการโต้ตอบอยู่ตลอดเวลา ทำให้เราถูกกระตุ้นและต้องคอยกระตุ้นวงอยู่ตลอด ทนความเงียบไม่ได้ เมื่อวงเงียบเราตีความว่า เพราะเราห่วย เราไม่ได้เรื่อง เราไม่เก่ง — พอตั้งหลักใหม่ว่า ความเงียบแปลว่าทุกคนกำลังให้เวลากับการใคร่ครวญ การทอดเวลาให้เนิบช้าคือการให้เวลากับสมาชิกได้ใคร่ครวญไม่ด่วนสรุป — คนละเรื่องกันเลย มันทำให้เรากล้าเป็นตัวเองมากขึ้น กลัวน้อยลง เสียงวิพากษ์วิจารณ์ภายในตัวก็น้อยลง เมื่อทบทวนต่อมาอีกจึงได้พบว่า เมื่อก่อนเราไม่ค่อยกล้าลุกขึ้นมาเป็นผู้นำก็เพราะลึกๆ แล้วเรากลัว เมื่อได้มุมมองใหม่ ได้ตั้งหลักใหม่ เราก็เป็นผู้นำแบบใหม่คือช้าได้ พลาดบ้างก็ได้ ไปด้วยกัน — มันช่วยเรามากๆ กดดันน้อยลง แต่มั่นคงมากขึ้น”


การอบรมในหลักสูตรนั้น นุตนำมาประยุกต์ใช้ในการทำงานหลายเรื่อง สิ่งหนึ่งที่สำคัญคือ การสร้างพื้นที่แห่งการรับฟังและสร้างกระบวนการทำงานร่วมกันอย่างเท่าเทียม


“หลังจากอบรม TEP ไม่นาน ก็ได้รับงานใหม่ เป็นการจัดประชุมนโยบายระดับอำเภอ ประกอบด้วยแกนนำชาวบ้านและฝ่ายปกครองภาครัฐเช่นนายอำเภอ ซึ่ง “ปกติเป็นการประชุมนั่งโต๊ะ มีประธานกล่าวเปิด มีคนแถลงการณ์ประชุม แล้วก็ปิดประชุม” แต่ในครั้งนั้น นุตขออนุญาตจัดวงประชุมและวางกระบวนการประชุมรูปแบบใหม่ เธอจัดพื้นที่วงประชุมแบบเปิด ผู้ร่วมประชุมล้อมวงนั่งคุยกันอย่างเท่าเทียม ไม่มีโต๊ะกั้น ไม่มีเวที ทุกคนนั่งอยู่ในระนาบเดียวกัน คุยกัน ฟังกัน ซึ่งนับเป็นรูปแบบการประชุมที่ ‘แหวกประเพณี’ ที่สุด เมื่อจบงานนั้น นายอำเภอท่านหนึ่งเดินมาตบบ่าแล้วบอกนุตว่า “เยี่ยมมาก ผมเพิ่งเคยได้ยิน ได้เห็น ว่าชาวบ้านเขาคิด เขาต้องการอะไร ขอบคุณมาก ถ้ามีการประชุมแบบนี้อีกเมื่อไรช่วยบอกผมด้วย” — การแสดงออกนี้ของนายอำเภอเป็นกำลังใจและเป็นตัวชี้วัดสำคัญที่บอกเธอว่า สิ่งที่เธอคิด สิ่งที่เธอเชื่อ เธอมาถูกทางแล้ว “ปกตินายอำเภอมาร่วมประชุมเฉพาะตอนเปิดงาน พูดเสร็จแล้วก็กลับ นั่นเป็นครั้งแรกที่นายอำเภออยู่ด้วยตลอดงาน และทุกคนได้พูด พูดแล้วก็มั่นใจได้ว่าทุกคนได้ยิน — นี่คือหัวใจของการประชุม”

.

ความสำคัญของการฟัง
ทักษะอีกอย่างหนึ่งที่ยังติดตัวมาจากการอบรมคือ ทักษะการฟังและการได้ยิน “สมัยที่ทำงานใหม่ๆ พวกเราทำงานหนักมากมีแคมเปญแรงๆ ออกมาหลายชุด ด้านหนึ่งมันก็สร้างแรงกระตุ้นให้ผู้คนตื่นตัว เช่นแคมเปญ จน เครียด กินเหล้า หรือแคมเปญ ให้เหล้า=แช่ง แต่พร้อมกันนั้นพวกเราก็โดนนักมานุษยวิทยาวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงเช่นกัน โดนกระแนะกระแหน โดนถากถาง ฯลฯ บางเรื่องเข้าใจ บางเรื่องก็ไม่เข้าใจ เมื่อมองย้อนกลับไปก็เข้าใจมากขึ้น ตอนนั้นพวกเราทำงานแบบพุ่งเป้า ให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ ละเลยมิติของจิตใจ — เมื่อมาถึงวันนี้ นุตว่านุตเข้าใจมากขึ้น”

.

นุตยกตัวอย่างว่า ช่วงหนึ่งเธอผลักดันโครงการงานศพและงานบุญประเพณีปลอดเหล้า จากงานระดับชุมชน สู่นโยบายกระทรวงมหาดไทย ซึ่งงานเหล่านี้มีมาตรการงดเลี้ยงเหล้าในการจัดเลี้ยงและการงานบุญ ทั้งนี้เพื่อสร้างค่านิยมใหม่ ลดค่าใช้จ่าย และลดอุบัติเหตุ เมื่อได้ลงพื้นที่ถอดบทเรียนเพื่อประเมินผล จากการประกาศนโยบายโดยกระทรวง ก็จะมีเสียงแซวมาจากคนเมาที่นั่งอยู่นอกวงประชุมของประชาคมหมู่บ้าน — ที่เสียงของเขาอยู่นอกวงก็เพราะเขาไม่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมวงถอดบทเรียน



“ในตอนนั้น ใจหนึ่งก็รู้สึกว่าเราทำถูกต้องแล้ว ก็เรากำลังรณรงค์เรื่องงดเหล้าจะให้คนเมาเข้ามาป่วนงานได้อย่างไร แต่ใจอีกด้านก็รู้สึกตะหงิดๆ แต่ตอนนั้นไม่รู้ว่ามันคืออะไร— ช่วงนั้นเสียงกระแนะกระแหนที่ได้ยินบ่อยๆ คือ ‘พวกสังคมคนดี’ — ในวันนั้น เราเหนื่อยเมื่อได้ยินคำเหล่านี้ ‘มันไม่ช่วย’ แต่มาถึงวันนี้ก็เข้าใจคนที่ว่าเรามากขึ้นเพราะการห้ามคนกินเหล้าเข้างานบุญก็คือการกีดกัน การเหยียด ยิ่งเพิ่มช่องว่างของความแตกต่าง ตอกย้ำบาดแผล ฯลฯ— ครั้งหนึ่งในการประชุม ‘คนหัวใจเพชร’* พี่คนหนึ่งพูดว่า คนติดเหล้าจะเลิกเหล้าได้ก็ต่อเมื่อมีคนเข้าใจความทุกข์ของเขา เพราะฉะนั้น การชวนคือการเข้าไปฟังความทุกข์ของเขา — นั่นทำให้เราเข้าใจเลยว่า ที่ผ่านมาเราชวนเขามาเข้าโครงการเลิกเหล้า งดเหล้า แต่เราไม่เคยเข้าใจว่าทำไมเขาจึงกินเหล้า อะไรทำให้เขาหันเข้าหาเหล้า เขามีปัญหาอะไร เขาต้องการแก้ปัญหาอะไร — ถ้าเราได้นั่งฟัง ได้ฟังเขาจริงๆ เราจะได้ยินความทุกข์ของเขา และถ้าเราหาวิธีแก้ทุกข์ เขาจึงจะหันมาเลิกเหล้า…มันต่างกันมากกับการชักชวนให้เขามาเข้าโครงการเลิกเหล้าเฉยๆ


จากนั้นนุตจึงริเริ่มแคมเปญ ชวน = ฟังให้ได้ยิน พร้อมกับปรับกระบวนทัศน์ (mind set) ของเพื่อนๆ ในเครือข่ายทั่วประเทศถึงจุดยืนในการทำงานร่วมกับนักดื่ม ว่า คนดื่ม คือ เพื่อน และออกแบบการรณรงค์เพื่อการ ลด ละ เลิก เหล้า โดยใช้คนดื่มเป็นศูนย์กลางนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

.

ส่งท้าย
นุตบอกว่า การได้อบรมในหลักสูตร TEP ทำให้เธอรู้จักตัวเองมากขึ้น รู้จักงานของตัวเองมากขึ้น ทำให้เธอมีความสุขและมีความมั่นใจมากขึ้น “ได้เข้าใจตัวเองมากขึ้นและเข้าใจผู้คนรอบตัวมากขึ้น ได้กลับไปขอโทษคนอื่นๆ ที่เราเคยขัดแย้งกับเขา กลับไปขอบคุณเขา สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งมีความสามารถที่จะเห็นความรักที่คนอื่นๆ มีให้เรามากขึ้น —เมื่อก่อนจะได้รับความรักเฉพาะการได้ยินผ่านหู ต้องบอกถึงจะรู้ (หัวเราะ) ความรู้เรื่อง 5 ภาษารัก** ทำให้รับความรักได้มากขึ้น อ่อนโยนขึ้น ‘แต่ก็ยังร้ายอยู่อีกหลายเรื่องนะคะ ไม่ได้ดีไปหมดทุกเรื่องหรอก’—”


แหม…ก็เป็นธรรมดาเนอะ การได้เห็นว่าตัวเองยังอยู่ในเส้นทาง และในเส้นทางนั้นมีความรักและกัลยาณมิตรรายล้อมก็อาจจะเป็นเพลังเพียงพอในการสานต่อภารกิจอันดีงามแล้ว

.

*คนหัวใจเพชร หมายถึง ผู้ที่เคยติดเหล้าและสามารถเลิกเหล้าอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 3 ปี ซึ่งในทางวิชาการถือว่าเป็นการเลิกการติดเหล้าได้อย่างถาวร

**5 ภาษารัก โดย ดร.แกรี่ แชปแมน (Dr. Gary Chapman)
บอกรักด้วยคำพูด (Words of Affirmation)
บอกรักด้วยสัมผัส (Physical Touch)
บอกรักด้วยการกระทำ (Acts of Service)
บอกรักด้วยของขวัญ (Receiving Gifts)
บอกรักด้วยการใช้เวลาร่วมกัน (Quality Time)

ความสุขประเทศไทย
PDPA Icon

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save