8 เส้นทางสู่ความสุข

ขอบคุณมะเร็ง ที่สอนให้ฉันมองเห็นความสุข

Decor--Home-ImageCrop_1_8115-13-11008m (1)_cr

คุณแอ้ นริสสา อมรวิวัฒน์ ภรรยาของคุณณัฐวุฒิ อมรวิวัฒน์ (อดีตพิธีกรรายการ “เจาะใจ”)

เผชิญกับโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองมาแล้วถึงสองคราแต่เธอบอกว่า

“ทุกวันนี้ก่อนนอนจะขอบคุณในใจทุกวัน ตอนนี้เรารู้สึกมีความสุขมากกว่าก่อนป่วยอีกนะ

เชื่อว่าหลายๆ คนที่ผ่านโรคร้ายมาคงจะเป็นเหมือนกัน เริ่มจัดความสำคัญของสิ่งต่างๆ

ในชีวิตใหม่ได้ว่าอะไรที่สำคัญกับชีวิตจริงๆ”

ไม่น่าเชื่อว่าคำขอบคุณนี้จะมาจากผู้ที่ผ่านการทำเคมีบำบัดอย่างแรงรวมทั้งการปลูกถ่ายไขกระดูก

ทำให้เกิดความทุกข์ทรมานหลายอย่าง ที่แย่สุดคือไม่มีแรง นั่งสระผมก็ยังล้มไปเฉยๆ ผมร่วง

ทานอาหารไม่ได้ อาเจียน ท้องเสีย เจ็บคออย่างรุนแรง ลิ้นไม่รับรสอาหาร

และต้องให้สารอาหารโดยตรงผ่านทางเลือดและอาศัยในห้องปลอดเชื้อเป็นเดือน

 

ความทุกข์ที่แสนดีนี้มาสอน ให้เธอตั้งคำถามเรื่องความสุขและการใช้ชีวิตเสียใหม่

 

ความเจ็บป่วยทำให้เห็นคุณค่าของเวลาและการทำประโยชน์แก่ผู้อื่น

 

แม้กายจะเจ็บป่วยแต่ใจไม่ทุกข์ ระหว่างการปลูกถ่ายไขกระดูกซึ่งต้องอยู่ในห้องปลอดเชื้อหลายอาทิตย์

คุณแอ้และสามีใช้เวลาทำประโยชน์เพื่อผู้อื่นและสร้างสุขทางใจ ด้วยการอ่านหนังสือให้คนตาบอด

แอปพลิเคชัน “Read for the Blind” และช่วยกันสร้างเฟซบุ๊กเพจชื่อ “ช่วยอ่านหน่อยนะ”

เพื่อส่งต่อสิ่งดีๆ ให้กับคนตาบอดเท่าที่เธอจะทำได้

เธอเล่าว่า “ระหว่างอยู่ในห้องปลอดเชื้อ เราก็มาช่วยกันใช้แอปอ่านคลิปเสียงจากหนังสือธรรมะให้คนตาบอด

และก็ช่วยสร้างเพจ “ช่วยอ่านหน่อยนะ” ทดสอบระบบ ถ่ายรูปตัวอย่างของคนตาบอดที่อยากจะให้อ่านให้ฟัง

เราเคยได้ยินว่ามีคนป่วยคนหนึ่งเขาป่วยมากและใช้เวลา 29 วัน ทำสิ่งดีๆ ให้คนอื่น

ปรากฏว่าผ่านไป 29 วันอาการดีขึ้น เราเลยคิดว่าการให้น่าจะทำให้มีความสุข ซึ่งมันก็มีความสุขจริงๆ”

#การคิดถึงทุกข์ของคนอื่นทำให้ทุกข์ของเราน้อยลง
fb Screen-Shot-2556-10-28-at-6.00.49-AM

แอปพลิเคชัน “Read for the Blind” นี้คุณณัฐวุฒิ พัฒนาขึ้นเพื่อให้อาสาสมัครจากทุกที่ทั่วโลก

สามารถช่วยอ่านหนังสือให้คนตาบอด เป็นการเปิดพื้นที่ให้ทุกคนมีโอกาสช่วยคนอื่นวันละนิด

แต่ช่วยได้ทุกวันทุกเวลา เขาเรียกมันว่า “ไมโครบุญ”

เขาเล่าว่า “จุดเริ่มต้นของแอปฯ Read for the Blind คือเราไปที่ร้านร้านหนึ่ง

ที่มีบริการอ่านอักษรเสียงแต่ห้องเต็ม ประกอบกับแอ้ (ภรรยา) เพิ่งหายจากมะเร็งรอบแรก

ก็มีความคิดอยากทำบุญ ทำให้เราจุดประกายว่าน่าจะเอาเทคโนโลยีไอทีเข้ามาช่วย

เป็นโมบายแอปฯ ที่สามารถอ่านอัดเสียง ง่ายๆ เสร็จก็อัปโหลด เราก็เลยลองทำ

ประสานงานกับสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย ตรงสามเหลี่ยมดินแดง

โดยคนตาบอดสามารถฟังได้ผ่าน Call Center 1414 โดยได้ซัมซุงและกูเกิลเข้ามาร่วมกันพัฒนาโครงการ

ถึงตอนนี้เรามีสมาชิกเป็นแสนเข้ามาช่วยกันอ่าน โปรเจกต์นี้เป็นอะไรที่ภูมิใจมาก”

Screen Shot 2015-09-04 at 11.46.29 AM
Screen Shot 2015-09-04 at 11.49.51 AMScreen Shot 2015-09-04 at 11.52.08 AM

และต่อมาได้เปิด FB Page ในชื่อ “ช่วยอ่านหน่อยนะ” ที่มีวัตถุประสงค์เดียวกัน

โดยการระดมอาสามาเป็นสมาชิกเพจทำหน้าที่แทนตาให้คนตาบอด

ด้วยการพิมพ์อธิบายสิ่งที่คนตาบอดถ่ายรูปส่งเข้ามาในเพจ เช่น ช่วยอ่านฉลากยา หรือเอกสารต่างๆ
นอกจากทำความดีเพื่อผู้อื่นแล้ว คุณแอ้ยังอาศัยธรรมะเข้าช่วยในการมองโลก

ปล่อยวางยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วด้วยปัญญา และอยู่กับปัจจุบันอย่างมีความสุข

ไม่ฟุ้งซ่านวิตกกังวลหวาดกลัวอนาคตที่ยังมาไม่ถึง

 

เธอบอกว่า “อย่าไปคิดว่ามันเป็นประสบการณ์เลวร้าย อย่าไปคิดว่าทำไมต้องเกิดขึ้นกับเรา

เรามองว่าสิ่งที่เกิดขึ้น คงเพราะเราเคยทำกรรมไว้ คือเราเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรมอยู่แล้ว

ยังไงเราก็ต้องรับ แต่เรามาคิดว่าจะรับยังไงให้มีความสุขดีกว่า ถ้าเราไม่เคยปฏิบัติธรรมมาก่อน

คงไม่มีทางคิดแบบนี้ได้ คือร่างกายเราต้องเสื่อม ต้องเจ็บอยู่แล้ว เพราะมันเป็นธรรมดาของชีวิต

เพียงแต่เราแยกกายกับใจออกจากกัน กายจะเป็นยังไงก็แล้วแต่ กายอยู่ส่วนกาย ใจอยู่ส่วนใจ”

“เวลาเราอาเจียนแล้วเงยหน้าขึ้นมาเห็นพยาบาลคอยให้กำลังใจเราอยู่ เราก็คิดว่าเรายังโชคดี

ที่มีพยาบาลดีๆ มาดูแล คิดแค่นี้เราก็ยิ้มให้ใจเราเองได้ คิดว่าฉันมีเวลาว่างเยอะมาก

ฉันไม่เคยมีโอกาสดูซีรีส์เกาหลีติดต่อกันอย่างมีความสุขเลย ถ้าฉันไม่ได้อยู่ในห้องปลอดเชื้อ

อาจจะโดนคนอื่นด่าแน่เลยว่าขี้เกียจไม่ทำงาน ไม่คิดว่าพรุ่งนี้จะเจ็บกว่านี้ไหม คือเรามาสนใจแต่เรื่องที่ทำแล้วมีความสุข”

 

เจ็บป่วยจึงพบสุขที่แท้

 

เมื่อเวลาที่ชีวิตปกติหรือมีความสุขดี หลายคนจะประมาทและหลงไปกับความสุข

จนทำให้ลำดับความสำคัญของสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตไม่ได้ โชคดีที่ความทุกข์หนัก ๆ

ก็เข้ามาเป็นครูสอนให้เราจัดการชีวิตเสียใหม่

 

“สมัยก่อนป่วยเราไม่เคยมานั่งลิสต์เลยว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขในแต่ละวัน

เราคิดแค่ว่าทำยังไงถึงจะเรียนเก่ง ทำยังไงถึงจะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน

ทำยังไงถึงจะได้เงินเยอะๆ เหมือนชีวิตที่ผ่านมาถูกผลักดันด้วยการยอมรับของสังคมเท่านั้น

ไม่เคยมีอะไรที่เราต่อสู้เพื่อความสุขของตัวเอง ต้องขอบคุณโรคนี้ที่ทำให้เราได้มองเห็นว่าอะไรสำคัญในชีวิต

ความสำเร็จของชีวิต งาน หรือเงิน คงไม่มีความหมายอะไรถ้าปราศจากคนที่เรารักและรักเรา

ทั้งครอบครัวและเพื่อน ทุกวันเมื่อตื่นขึ้นมาให้นั่งคิดว่าจะทำอย่างไรให้คนรอบข้างมีความสุขที่สุด”

 

ธรรมะส่งท้าย

 

ความทุกข์สอนอะไร ๆ ให้เราได้ดีกว่าความสุข คือสอนตรงกว่า – มากกว่า – รุนแรงกว่า;

ความสุขมีแต่ทำให้ลืมตัว เหลิงเจิ้งไม่ทันรู้ และไม่ค่อยสอนอะไร. ขอขอบใจความทุกข์

ซึ่งเป็นเสมือน “เพชร” ในหัวคางคก – พุทธทาสภิกขุ
ที่มา http://www.manager.co.th/CelebOnline/ViewNews.aspx?NewsID=9580000057534

https://www.bangkokhospital.com/wattanosoth/th/testimonials/%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%81%E0%B8%87%E0%B9%88%E0%B8%9A%E0%B8%A7%E0%B8%81/

รูป : www.megazy.com

Do NOT follow this link or you will be banned from the site!