8 เส้นทางสู่ความสุข

เมื่อฝรั่งหันมาหยิบจอบแบกเสียมไปลงแขก

timthumb.php-3
โลกนี้ใครกำหนด?

ผมจำไม่ได้ว่าใครเป็นคนกำหนดประโยคนี้ขึ้นมา

มันช่างเป็นคำถามที่น่าสงสัยและน่าสนใจดีเหลือเกิน

ถ้าลองเหลียวหลังแลประวัติศาสตร์โลกในช่วงร้อยกว่าปีที่ผ่านมา

เราคงได้เห็นว่า โลกนี้หมุนไปโดยแรงเหวี่ยงของประเทศตะวันตก

ชาวประเทศโลกที่สามอย่างพวกเรา (ซึ่งฝรั่งมังค่าเป็นคนจัดหมวดหมู่ให้)

ได้แต่ถอนรากตัวเองแล้วเดินตามประเทศโลกที่หนึ่ง เขาปฏิวัติเกษตรก็ปฏิวัติเกษตรกับเขา

เขาปฏิวัติอุตสาหกรรม เราก็ปฏิวัติอุตสาหกรรมกับเขา

แล้ววันหนึ่งที่เขากลับมาสนใจธรรมชาติรอบตัว เราก็หันมาสนใจตามเขา

ทั้งที่เราอยู่กับธรรมชาติมาแต่ไหนแต่ไร เผลอๆ ชาวประเทศโลกที่สามอย่างเราๆ

อาจรู้ดีกว่าชาวประเทศโลกที่หนึ่งด้วยซ้ำ

แต่สิ่งที่เราอาจไม่รู้คือ ประเทศโลกที่หนึ่ง โลกที่สอง หรือโลกที่สาม มันไม่มีจริงหรอก

โลกนี้มีใบเดียวเท่านั้น

ทุกคนล้วนอยู่บนโลกเดียวกัน

ถ้าคิดได้เช่นนั้น เราอาจไม่ต้องเดินตามใคร แต่เดินตามใจตัวเอง เดินในทางที่เหมาะกับเรา

และเหมาะกับโลกใบนี้

ไม่ใช่ว่าเลือกทิ้งดินปีนขึ้นตึกแบบฝรั่ง โดยไม่รู้ว่าฝรั่งจำนวนไม่น้อยกำลังทยอยไต่จากตึกลงสู่ดิน

พอติดตามข่าวคราวความเคลื่อนไหวในแวดวงสิ่งแวดล้อมจากทั่วโลกมากๆ ก็ชักสงสัยว่า

ใครกำลังเดินตามใคร

โลกนี้ใครกำหนด?

จีนประกาศว่าจะทำให้ปักกิ่งกลับมาเป็นเมืองจักรยานอีกครั้ง

ทั้งที่เคยเป็นเมืองหลวงที่มีคนขี่จักรยานมากที่สุดในโลก

แต่ดันพัฒนาไปในทางที่ชวนให้คนเลิกใช้จักรยานหันไปขับรถแทน

จนกระทั่งเห็นหลายเมืองในยุโรปวางระบบจนประกาศตัวว่าเป็นเมืองจักรยาน จีนถึงเพิ่งนึกได้

โรงเรียนในตะวันตกวิจัยพบว่า การมีสวนผักในโรงเรียน ให้เด็กๆ

ได้ออกมาเรียนรู้อยู่กับธรรมชาติแบบตะวันออกช่วยให้เด็กเรียนดีขึ้น

ในขณะที่โรงเรียนบ้านเราทิ้งพื้นที่สีเขียว เปลี่ยนผืนดินให้เป็นตึกเรียนสูงตระหง่านติดแอร์เย็นฉ่ำ

เพราะคิดว่านั่นคือการแสดงศักยภาพทางวิชาการได้ผงาดกว่า

เรื่องล่าสุดเกี่ยวกับการเกษตร

ผู้ปกครองในบ้านเราไม่ค่อยอยากให้ลูกทำกิจกรรมเกี่ยวกับการเกษตรเท่าไหร่

เพราะทั้งร้อน ทั้งเปื้อน และเป็นงานที่ต่ำต้อยด้อยค่า ไม่มีประโยชน์อันใดในการทำมาหาเลี้ยงชีพ

ไม่ใช่ทักษะที่น่าเชิดชูเหมือนดนตรี กีฬา หรือศิลปะ

ส่วนครอบครัวเกษตรกร ก็ไม่อยากให้ลูกหลานมาสานอาชีพนี้ต่อ

เพราะเป็นงานเหนื่อยที่เพียบไปด้วยหนี้ ถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้ลูกเรียนสูงๆ

ทำงานออฟฟิศดีๆ มีเงินเดือนดีๆ เป็นเจ้าคนนายคน

พูดง่ายๆ ก็คือ ทิ้งไร่นาของตัวเองไปเป็นลูกน้องเขาในเมือง

ในขณะที่ชาวตะวันตกกำลังพากันหนีเมืองมาสู่ภาคเกษตรเยอะขึ้นเรื่อยๆ

อาจจะไม่ถึงขั้นยึดเป็นอาชีพ แต่ก็อยากรู้จักมันมากขึ้นด้วย 2 เหตุผลหลักคือ

พวกเขาเบื่อเมือง เบื่อวัตถุ อยากกลับไปเรียนรู้วิถีที่มนุษย์อยู่กับธรรมชาติ

และ พวกเขารู้ว่าสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตไม่ใช่วัตถุ แต่เป็นอาหาร

เลยอยากรู้ว่า อาหารมาจากไหน และอยากลองลงมือสร้างมันขึ้นมาเอง

การได้ทำงานเกษตรเป็นเรื่องน่าภูมิใจ ในซีกโลกนั้น

ที่นอร์ทแคโรไลนา สหรัฐอเมริกา มีฟาร์มเกษตรที่ผลิตแบบยั่งยืนค่อนข้างมาก

ฟาร์มเหล่านี้ไม่ใช้สารเคมีในการผลิตทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยหรือยาฆ่าแมลง

นั่นทำให้การปลูกผักปลูกผลไม้เหล่านี้ต้องใช้แรงงานคนมากกว่าการทำเกษตรแบบอุตสาหกรรม

ก็เลยเกิดสิ่งที่เรียกว่า Crop Mob ขึ้นมา

เรื่องของเรื่องก็คือ มนุษย์เมืองขี้เบื่อทั้งหลายที่ไม่รู้จักกันต่างนัดรวมตัวกันผ่าน social media

เพื่อทำอะไรสนุกๆ อย่าง Flash Mob

เช่น นัดมายืนตัวแข็งที่สถานีรถไฟ ให้คนผ่านไปผ่านมางงเล่น

จาก Flash Mob ก็ขยับมาสู่ Carrot Mob ที่นัดรวมตัวกันไปอุดหนุนร้านค้าที่ขายสินค้าดีๆ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

และล่าสุด Crop Mob การรวมตัวกันเพื่อไปช่วยแรงเกษตรกรที่ทำฟาร์มอย่างยั่งยืน

เครือข่ายของ Crop Mob คือกลุ่มคนที่อยากลองเป็นเกษตรกร อยากรู้จักอาหารของตัวเอง

และอยากช่วยสนับสนุนฟาร์มที่ทำการเกษตรอย่างยั่งยืน

การที่คนจำนวนมากซึ่งไม่รู้จักกันมาก่อนนัดมารวมตัวทำงานร่วมกันในที่ดินของคนที่เขาก็ไม่รู้จัก

ทำให้ได้ผลพลอยได้อีกอย่างคือ ความรู้สึกร่วมของการเป็นชุมชน

ซึ่งเราเคยมีอยู่เต็มเปี่ยมสมัยทำเกษตรแบบเก่า

ทำให้คนได้ใช้ชีวิตร่วมกับคนในชุมชน ทำงานร่วมกันอย่างสนุกสนาน

มีอาหารเลี้ยง มีดนตรีบรรเลงให้ฟัง แต่ไม่มีเรื่องเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง

มันคือการลงแขกเกี่ยวข้าวชัดๆ

ในวันที่เราทิ้งควายไปหารถไถ รถเกี่ยวข้าว ฝรั่งกลับกำลังเห่อการลงแขก

Crop Mob ที่นอร์ทคาโรไลน่าประสบความสำเร็จมากมาย จนขยายสาขาไปในอีกหลายเมืองทั่วอเมริกา

เดาว่า วันหนึ่งมันอาจจะวนมาถึงเมืองไทย

ใครกำหนดให้เราทิ้งสิ่งที่เรามี เพื่อเดินตามฝรั่ง

และใครกำหนดให้ฝรั่งกลับมาเดินตามเรา

ใครกำลังเดินตามใครกันแน่

ถ้าเรายึดมั่นกับรากที่มั่นคง และเหมาะสมกับเรา เราอาจรู้ว่า

เราต่างหากที่เป็นผู้กำหนดทุกอย่าง

ที่มา : บทความเรื่อง “ไร่ม็อบ” จาก http://www.lonelytrees.net/?p=2265#.VbJcnv0qQRY

Do NOT follow this link or you will be banned from the site!