8 เส้นทางสู่ความสุข

ทำไมอยู่ๆแกงค์ยากูซ่าถึงออกมาช่วยเหลือประชาชน

timthumb.php-2
เวลาประมาณเที่ยงคืนของวันที่ 12 มีนาคม 2554
หรือ 1 วัน หลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในญี่ปุ่น
มีรถบรรทุก 25 คัน ขนของที่มีน้ำหนักรวมกันประมาณ 50 ตัน
มาบริจาคที่หน้าศาลาว่าการเมืองฮิตาชินากะ ซึ่งอยู่ในเขตจังหวัดอิบะระกิ
เมืองชายฝั่งแห่งนี้มีสภาพสะบักสะบอม ถนนสายหลักของเมืองฉีก สายไฟขาด ท่อน้ำแตก
พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ของเมืองถล่ม บ้านเรือนกว่าพันหลังทลาย
ประชาชนเกือบหมื่นคนต้องกระจัดกระจายไปพักตามศูนย์ผู้ลี้ภัย 68 แห่งทั่วประเทศ

เมื่อรถบรรทุกจอดนิ่งสนิท ชายในชุดสูทสีดำนับร้อยก็ช่วยกันขนของอันได้แก่
ผ้าห่ม น้ำดื่ม บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ถั่วงอก ไฟฉาย ถ่านไฟฉาย กระดาษชำระ
และของที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน
ลงจากรถอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
พอขนเสร็จพวกเขาก็หันไปโค้งให้เจ้าหน้าที่ของศาลาว่าการซึ่งจับตามองพวกเขาอยู่ตลอด
แล้วจากไปโดยไม่ได้เอื้อนเอ่ยอะไร ก่อนที่วันถัดไป จะมีกลุ่มคล้ายกันนี้มาอีก

พวกเขาไม่ใช่เจ้าหน้าที่กาชาด ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ
แต่เป็นสมาชิกของแก๊งค์มาเฟียที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของญี่ปุ่นชื่อ Inagawa-kai
ทุกคนสวมเสื้อแขนยาวปกปิดรอยสัก ซึ่งสามารถบ่งบอกได้ว่าเป็นสมาชิกกลุ่มนี้
บางคนก็สวมถุงมือเพื่อปิดบังนิ้วมือที่เหลือเพียง 9 นิ้ว
แล้วก็ไม่มีการติดตราสัญลักษณ์ของกลุ่มที่เป็นรูปรวงข้าวและภูเขาฟูจิ

มาเฟียกลุ่มนี้ขนของมาบริจาคกลางดึกเพราะไม่ต้องการให้การเคลื่อนไหวของพวกเขาเป็นข่าว
หรืออยู่ในความสนใจของสังคม เพราะตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2009
ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติของญี่ปุ่น ประกาศสงครามกับองค์กรอาชญากรรมทุกประเภท
ชีวิตของยากูซ่าอย่างพวกเขาก็อยู่อย่างลำบากขึ้น ไม่ค่อยมีใครอยากคบหาด้วย
และพวกเขาก็เข้าใจดีว่า ไม่ควรทำตัวเด่น ถึงจะในเรื่องที่ดีก็เถอะ
เพราะยิ่งเป็นข่าวก็ยิ่งเชื้อเชิญให้ตำรวจเข้ามากวาดล้าง

เจ้าหน้าที่ของศาลาว่าการเมืองฮิตาชินากะรู้ดีกว่าชายกลุ่มนี้เป็นใคร แต่ก็ยินดีรับของบริจาคทั้งหมดไว้
เพราะในเวลาเช่นนี้คงไม่มีประโยชน์ที่จะปฏิเสธความช่วยเหลือ
พวกเขาเพียงแค่ถ่ายวิดีโอการขนของมาบริจาคครั้งนี้เก็บไว้เท่านั้น

การบริจาคสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัยของยากูซ่าไม่ใช่เรื่องใหม่
เพราะตอนเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่โกเบเมื่อปี 1995
Yamaguchi-gumi หรือแก๊งค์ยากูซ่าใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น
ซึ่งสำนักงานของพวกเขาตั้งตระหง่านอย่างกับป้อมปราการกลางเมือง
ได้รวบรวมสิ่งของจากทั่วประเทศมามอบให้คนที่ขาดแคลน
รวมไปถึงอาหารร้อนๆ ที่ปรุงจากออฟฟิศพวกเขาด้วย

กับเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งนี้ ไม่ได้มีแต่ Inagawa-kai เท่านั้นที่ออกมาเคลื่อนไหว
เพราะไม่กี่ชั่วโมงหลังจากแผ่นดินไหว
องค์กรอาชญากรรมขนาดใหญ่ทั่วญี่ปุ่นก็เปิดออฟฟิศของพวกเขาให้คนที่ไม่สามารถกลับบ้านได้
หรือไม่เหลือบ้านให้กลับแล้ว เข้ามาพักอาศัย

Sumiyoshi-kai ซึ่งเป็นแก๊งค์ยากูซ่าที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ในย่านบันเทิงที่กินซ่า
เปิดออฟฟิศทุกสาขาให้ผู้เดือดร้อนเข้ามาพัก รวมถึงชาวต่างชาติด้วย
ข้อมูลจากตำรวจรายงานว่า ช่วงเวลาสั้นๆ หลังจากเกิดภัยพิบัติครั้งนี้
ยากูซ่ากลุ่มนี้รวบรวมเงินจากสมาชิกอาวุโสได้หลายล้านเหรียญสหรัฐ และสิ่งของอีกมากมาย
เพื่อส่งไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยในจังหวัดมิยากิ อิบาระกิ และฟุกุชิมะ
โดยส่งผ่านบริษัทของพวกเขาและตัวแทนของกลุ่ม
ยากูซ่าเหล่านี้ตั้งบริษัทกันเป็นเรื่องเป็นราว
ถ้าอยากรู้ว่าสำนักงานขององค์กรอาชญากรรมหลัก 22 กลุ่มของญี่ปุ่น
ซึ่งมีสมาชิกรวมกันกว่า 80,000 คน ตั้งอยู่ที่ไหนกันบ้าง
ก็คลิกเข้าไปดูได้ที่เว็บไซต์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติญี่ปุ่น
แต่ถ้าเป็นคนญี่ปุ่นคงไม่ต้องเปิดเว็บไซต์ พวกเขาก็รู้กันดีว่าใครเป็นใคร อยู่ที่ไหนกันบ้าง

มาเฟียรายใหญ่อย่าง Yamaguchi-gumi ซึ่งถูกตำรวจจับตาเป็นพิเศษ
ส่งความช่วยเหลือหลายรูปแบบผ่านไปทางกลุ่มพันธมิตร
ซึ่งเป็นประชาชนปกติกว่า 800 คน ชื่อ Kyoseisha
หัวหน้าแก๊งค์คนหนึ่งซึ่งประจำการอยู่ที่โอซาก้าก็เช่ารถบรรทุกขนของพร้อมส่งลูกน้องจำนวน 200 คน
เข้าไปช่วยในพื้นที่จังหวัดมิยากิ
ข้อมูลเหล่านี้มาจากตำรวจ นั่นแปลว่า ตำรวจรับรู้ทุกการเคลื่อนไหว
และรู้ด้วยว่า ความช่วยเหลือเหล่านี้ รวดเร็วและมีประสิทธิภาพกว่า
ความช่วยเหลือจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนเสียอีก

รายได้ของกลุ่มยากูซ่ามาโดยวิธีอันมิชอบ ซึ่งเราคงเดากันได้ว่ามาทางไหนบ้าง
แต่ถึงจะประกอบอาชีพทุจริต พวกเขาก็มีกฎขององค์กรที่เคร่งครัด รวมถึงความเชื่อบางอย่าง
เช่น ต้องช่วยเหลือคนที่อ่อนแอและต่อสู้กับคนที่แข็งแรง
หรือต้องช่วยเหลือคนที่เดือดร้อน แม้ว่าตัวเองจะต้องเสี่ยงอันตราย
หลักการเท่ๆ ข้อนี้ มีคนแย้งว่า ไม่จริงเสมอไป
ยากูซ่าที่เลวโดยสมบูรณ์แบบก็เยอะ
หรือตำรวจบางคนวิเคราะห์ว่า เงินบริจาคเหล่านี้ยากูซ่าไปรีดไถมาอีกที
แล้วคิดหรือว่าพวกเขาจะไม่หักเปอร์เซ็นต์เก็บไว้เองบ้าง
ถึงทำทุกอย่างด้วยใจบริสุทธิ์ ตำรวจก็ชวนให้เราคิดว่า
พวกยากูซ่าเหล่านี้มีรายได้มากมายมหาศาลแค่ไหน
นั่นทำให้พวกเขามีเงินเหลือพอจะเอามาบริจาคได้
ถ้ายังหิวและยังหนาวอยู่ ก็ไม่มีทางคิดถึงคนอื่นหรอก

ตำรวจอาวุโสบางคนในเมืองอิบาระกิกลับถอดหมวกแล้วพูดในมุมของประชาชนว่า
ยากูซ่าเอาความช่วยเหลือมาให้ผู้ประสบภัยตั้งแต่วันแรก
ในพื้นที่ที่ยังไม่มีใครเข้ามาช่วย
บางทีความช่วยเหลือแบบผิดกฎหมายก็รวดเร็วกว่าการทำถูกต้องตามกฎหมาย

พวกยากูซ่าด้วยกันเองวิเคราะห์เรื่องความเร็วว่า
เป็นเพราะองค์กรของพวกเขาไม่มีปัญหาเรื่องความล่าช้าของระบบ
ง่ายมากที่จะเอาเงินสดไปซื้อของ แล้วสั่งให้คนขนของใส่รถไปยังพื้นที่ที่ต้องการ
คล่องตัวและมีประสิทธิภาพกว่าภาครัฐและระบบอาสาสมัครเยอะ

แล้วทำไมพวกเขาต้องออกมาช่วยเหลือสังคมด้วย
ยากูซ่าหลายคนให้ความเห็นที่ต่างกันไป
บางคนบอกว่า มันคือสปิริตของยากูซ่า
บ้างก็ว่า เป็นการตอบแทนบุญคุณแผ่นดินเกิด
และบางคนมองว่า เป็นการทำความดีโดยหวังผลให้สังคมยอมรับพวกเขามากขึ้น

เห็นคนที่สังคมตราหน้าว่าเป็นคนเลว ออกมาทำอะไรดีๆ
ก็ชวนให้คิดถึงคนที่สังคมเชิดชูว่าเป็นคนดี
แต่ดันแสวงหาประโยชน์บนความทุกข์ของคนอื่นด้วยวิธีการเลวๆ
“ช่วงเวลาแบบนี้ การแบ่งชนชั้นทางสังคมไม่มีประโยชน์
ไม่มียากูซ่า ไม่มีประชาชนทั่วไป
ไม่มีคนญี่ปุ่น ไม่มีคนต่างชาติ
เราทุกคนคือคนญี่ปุ่นซึ่งอยู่ร่วมกันที่นี่”
ยากูซ่าคนหนึ่งให้สัมภาษณ์ไว้
“คนมองว่ายากูซ่าคือขยะสังคม
ตอนนี้คือโอกาสเพียงไม่กี่ครั้งที่เราจะได้เป็นคนดีกว่าที่เราเป็นอยู่ในปัจจุบัน
เราต้องพยายามทำให้ดีที่สุด”

ผมถามตัวเองรอบแล้วรอบเล่าว่า ผมรู้สึกยังไงกับอาชญากรเหล่านี้
พวกเขาสมควรได้รับการชื่นชมไหม
คำตอบที่ได้ ไม่ใช่คำตอบที่ว่า ใช่หรือไม่ใช่
แต่ผมได้คำตอบที่มาในรูปแบบของคำถามว่า
เราควรตัดสินคนจาก สิ่งที่เขาเป็น หรือสิ่งที่เขาทำ กันแน่

ทรงกลด บางยี่ขัน

credit : http://www.lonelytrees.net/?p=2585

Do NOT follow this link or you will be banned from the site!