8 เส้นทางสู่ความสุข

เปิดโลกไดโนเสาร์สู่คนรุ่นใหม่กับ ดร.สุรเวช สุธีธร

ความสุขของนักบรรพชีวินวิทยา ดร.สุรเวช สุธีธร หรือไดโนป้อง คือการได้เรียนรู้และบอกเล่าเรื่องราวชีวิตยุคดึกดำบรรพ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งไดโนเสาร์ที่เขาสนใจมาตั้งแต่วัยเด็ก “ผมชอบที่จะไปผจญภัย อย่างเวลาปิดเทอมก็จะตามคุณพ่อ (ดร.วราวุธ สุธีธร) ออกภาคสนาม ไปเดินป่า และขุดไดโนเสาร์ ไปนอนในอุทยาน ตอนนั้นก็ประมาณ ป.5 –ป.6 ได้ เราก็ยังแยกไม่ออกว่า อันไหนเป็นกระดูกไดโนเสาร์ อันไหนเป็นฟอสซิล เราก็เดินตาม ก็ค่อยๆ รู้ว่าถ้าสีขาวๆ นี่เป็นกระดูกเราก็ช่วยเก็บมา ก็ซึมซับมาจากความคุ้นเคย”

“เรากรอกระดูกเป็นตั้งแต่อายุ 12 รู้จักเครื่องมือ อุปกรณ์ ใช้ค้อนธรณีทุบหิน ก็เหมือนกับการฝึกทักษะโดยไม่รู้ตัว ไม่ได้คิดว่าโตขึ้นมามันจะต้องเป็นนักขุดไดโนเสาร์นะ ตอนเลือกเรียนปริญญาตรีอันดับหนึ่งก็เลือกเรียนชีววิทยาที่มหาวิทยาลัยมหิดล มาเริ่มจริงๆ ก็คือตอนเริ่มเรียนปริญญาโท”

อาจารย์ได้ทุนเรียนต่อปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ซึ่งขณะนั้นเพิ่งเปิดหลักสูตรบรรพชีวินวิทยาเกี่ยวกับฟอสซิล “ก็เป็นเรื่องที่เราคุ้นเคยอยู่แล้ว ตอนที่คุณพ่อมาขุดที่ภูเวียง ภูกุ้มข้าว เราก็ตามไปตลอด อาจารย์จากฝรั่งเศสที่มาสอนก็เป็นทีมที่มาทำงานร่วมกับคุณพ่อ เราจะทำงานร่วมกับฝรั่งเศสมาตั้งแต่แรกเริ่ม”

ดร.วรวุธ สุธีธร และ ดร. สุรเวช สุธีธร หรือไดโนป้อง

การทำงานกับฟอสซิล เป็นทั้งศาสตร์ ศิลป์ และจินตนาการ “โปรเจคปริญญาโทก็คือศึกษาภูเวียงโกซอรัส ที่เจออีกแหล่งหนึ่ง วันๆ ก็จะนั่งอยู่กับกระดูกจนหลับตาเห็นว่าแต่ละชิ้นจะอยู่ที่ตำแหน่งไหน จินตนาการมันเพิ่มขึ้นเยอะเลย อย่างเราเจอกระดูก 10 ชิ้น แต่เราต้องจินตนาการถึงไดโนเสาร์ทั้งตัวว่ามีขนาดเท่าไหร่ เช่น เราเจอกระดูกที่สมบูรณ์ที่สุดประมาณ 50-60% เราต้องจินตนาการถึงส่วนที่เหลือ ชิ้นที่หายไปเป็นส่วนไหน หน้าตาเป็นยังไง อย่างตัวหนึ่งมีกระดูก 200 ชิ้นและมันมีชิ้นนี้โผล่ออกมาจะมีตัวที่ 2 และ 3 หรือเปล่า หรืออย่างที่ภูกุ้มข้าวนี่เรามีกระดูก 600 ชิ้น ก็ต้องดูว่ามันมาจากกี่ตัว อันไหนเป็นของตัวไหน”

จินตนาการยิ่งกว้างไกลขึ้น เมื่ออาจารย์ได้ทุนไปเรียนต่อปริญญาเอกที่ฝรั่งเศส “ช่วงแรกผมนิ่งตันเหมือนกับถูกบล็อก ผมนั่งตันไปเป็นปี เวลาเจอกระดูกที่ไม่เหมือนกันเราจะแยกยังไงชนิดที่ 2 ที่ 3 อย่างที่ภูกุ้มข้าวนี่มีกระดูกไดโนเสาร์กินพืชเป็นซอโรพอดทั้งหมดเลย แต่ปรากฏว่ามันไม่ได้มีชนิดเดียว เท่าที่ผมดูมันน่าจะมีสัก 3 ชนิด ก็หาทางจะแยก จนสุดท้ายเราไปเช็กข้อมูลใหม่ มันไม่ได้เจอกระดูกแค่ชั้นเดียว กระดูกที่เราเจอทั้งหมดในหลุมเดียวเนี่ยจะเห็นว่ามันมีชั้นหินหลายชั้นขึ้นมา เราสามารถดูจากชั้นหินและแยกได้เลยว่าชั้นที่อยู่ข้างบนเป็นคนละชนิดกัน เราดูจากชั้นหินทีละชั้น ข้างล่างก็คือพวกที่ตายมาก่อน ข้างบนก็คือพวกที่มาทีหลัง”

เมื่อจินตนาการเป็นรูปเป็นร่างแล้วก็ต้องใช้วิทยาศาสตร์ช่วยในการพิสูจน์ “เราไปเจอกระดูกชิ้นหนึ่ง เราก็ต้องจินตนาการไปแล้วว่าแต่ก่อนภูเขาตรงนี้เคยเป็นแม่น้ำโบราณมาก่อน แล้วทำไมไดโนเสาร์ถึงมาอยู่ตรงนี้ได้ ถูกน้ำพัดพามาหรือว่าเกิดน้ำท่วมแล้วมันเดินตกบ่อโคลนตาย มันก็จะชวนเราจินตนาการเพ้อฝันไปได้”

“เราก็ต้องหาทางพิสูจน์ในทางวิทยาศาสตร์ อย่างเราอธิบายว่าที่นี่มันเคยเป็นแม่น้ำมาก่อน ไม่ใช่ว่าจะมีกระดูกอย่างเดียว เราก็ต้องไปศึกษาลักษณะของตะกอน ว่าตะกอนละเอียดแบบนี้เป็นดินโคลนขึ้นมา พอไปเจอพืชก็ปรากฏว่าเป็นพืชในพื้นที่ลุ่มน้ำ หรือเจอสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ พวกนี้ก็จะบ่งบอกว่าเป็นแหล่งน้ำและมาช่วยสนับสนุนได้ เหมือนเราเป็นนักสืบ ยิ่งเราได้หลักฐานนำมาประกอบกันแล้วมันชี้ไปในทางเดียวกันก็จะทำให้เราสรุปได้ใกล้เคียงความจริงมากขึ้น”

งานเกี่ยวกับไดโนเสาร์ในไทยยังมีให้ขุดค้นและหาคำตอบอีกมากมาย “ตอนนี้ทุกที่เค้าจะไปเน้นด้านการ apply มากกว่า เพราะบรรพชีวินนี่ต่างประเทศเขาเริ่มมาเป็นร้อยปีแล้ว กลายเป็นว่า ไดโนเสาร์บ้านเราบูมกว่าต่างประเทศ อย่างที่ผมไปเรียนที่ฝรั่งเศสก็กลายเป็นว่า เป็นคนเดียวในมหาวิทยาลัยที่ทำเรื่องไดโนเสาร์ คนอื่นไม่มีใครทำเลย เขาทำเป็นตัวอื่นกันหมด เขาบอกว่าเจอมาเป็นร้อยปีแล้วและไม่เจอชิ้นใหม่ๆ แล้ว ขณะที่ของเราเพิ่งเริ่มและกำลังเนื้อหอม เพราะเราเจอฟอสซิลเยอะมาก ขนาดญี่ปุ่นก็จะพยายามมาศึกษาดูที่บ้านเรา เพราะเราเจอเยอะและแปลกๆ ใหม่ๆ คือแทบทุกชนิดที่เราเจอเนี่ยไม่เหมือนใครเลย”

“ที่ภูกุ้มข้าวเจอประมาณหกร้อยกว่าชิ้น ซึ่งตอนนั้นเราก็ถือว่าเจอเยอะมากๆ แล้ว และก็จะมีตัวที่สมบูรณ์มากเพราะจะมีกระดูกตั้งแต่ช่วงอกเรียงลงไปถึงปลายหางครบ และเรียงต่อกัน นั่นแสดงว่าเวลาที่ไดโนเสาร์ตายจะถูกกลบฝังทันที แต่ปัญหาก็คือส่วนกะโหลกซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่สุดหายไป อีกที่คือภูเวียง เจอตัวเล็กมาก กระดูกขาประมาณประมาณ 20 ซม. ซึ่งขนาดตัวแม่นี่กระดูกขาท่อนนึงยาวประมาณ 1.40 ม.คือเหมือนกับเพิ่งออกมาจากไข่”

ฟอสซิลที่มีมากมายคือโอกาสของประเทศ ทั้งในแง่การค้นคว้าหาความรู้ สร้างงาน และเศรษฐกิจการท่องเที่ยว อย่างเช่นที่ภูกุ้มข้าว อ.สหัสขัณธ์ จ.กาฬสินธุ์ ที่มีฟอสซิล ภูเวียงโกซอรัส และได้พัฒนาแหล่งขุดค้น จัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์สิรินธร

“ตอนนี้คนมาพิพิธภัณฑ์ปีละหลายแสนคน ทำให้เมืองเติบโตเศรษฐกิจดีขึ้น คนในพื้นที่ก็มีความภูมิใจ เด็ก ๆก็มีแหล่งให้เรียนรู้ มันทำให้มีการพัฒนาทั้งชุมชน ทำให้เด็กสนใจที่จะเรียนมากขึ้น”

รอยเท้าไดโนเสาร์ที่วนอุทยานภูแฝก จ.กาฬสินธุ์

เด็กเล็กๆ จะชื่นชอบไดโนเสาร์ท่องชื่อกันได้เป็นเล่มๆ แต่พอโตขึ้นก็จะเลือนหายไปเพราะรู้สึกว่ามันเป็นอาชีพไม่ได้ เราก็พยายามจะทำให้เห็นว่างานด้านนี้น่าสนใจ ยิ่งอีกหน่อยเราเจอไดโนเสาร์เยอะขึ้น มีพิพิธภัณฑ์เกิดขึ้น ตอนนั้นอาจจะขาดแคลนนักบรรพชีวินและผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ขึ้นมาได้

“จากที่เราเห็นปริมาณฟอสซิลที่มหาศาลมาก แต่เรามีนักบรรพชีวินไม่ถึงสิบคน เราต้องใช้เวลาศึกษาอีกหลายสิบปี เราจะทำยังไงให้สังคมไทยเห็นว่าอาชีพนี้มันสำคัญ ในฐานะที่เป็นอาจารย์เราจะมีการสร้างกระบวนการเรียนรู้อย่างไรกับคนรุ่นใหม่ที่จะผลักดันให้ไปต่อได้มากกว่านี้ อยากให้มีพิพิธภัณฑ์เกิดขึ้นเยอะๆ เพราะอย่างที่บอกว่าในภาคอีสานนี้มีไดโนเสาร์แทบจะทุกจังหวัด คือเมืองไทยมีแหล่งให้ เด็กๆ ไปเรียนรู้เยอะมาก แต่เด็กๆ จะรู้จักแต่ไดโนเสาร์ของต่างประเทศ อย่างน้อยให้เด็กๆ ได้รู้จักไดโนเสาร์ของเรา จะได้สร้างแรงบันดาลใจ มีนักบรรพชีวินรุ่นใหม่ๆ ได้เยอะขึ้นด้วย

ตอนนี้เมืองไทยมีคนทำวิจัยเรื่องไดโนเสาร์จริงๆ มีอยู่ไม่ถึงห้าคน คนที่เรียนจบเอกด้านไดโนเสาร์มีสองคน แต่ปริมาณฟอสซิลที่เจอมันเยอะมาก

ฟอสซิลไดโนเสาร์ที่สมบูรณ์มากที่สุดที่พิพิธภัณฑ์สิรินธร หรือ พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูกุ้มข้าว อ.สหัสขันธุ์ จ.กาฬสินธุ์

ไดโนป้องพยายามสร้างนักบรรพชีวินรุ่นใหม่ โดยใช้วิธีส่งเสริมแรงบันดาลใจผ่านทางค่ายและกิจกรรม “การได้มาเจอฟอสซิลไดโนเสาร์ของจริงมันกระตุ้นจินตนาการ ผมเองก็โตมากับการมาค่าย และการเรียนรู้จากการสัมผัสด้วยตัวเองมันจะทำให้จำได้มากกว่า อย่างตอนนี้ผมมีลูกศิษย์หลายคนที่ได้มาจากค่ายไดโนเสาร์ เวลาเราพาเด็กๆ ไปขุด แล้วบางคนขุดเจอ ก็จะทำให้เกิดความประทับใจ เน้นการทำงานจริงเลย ผมจะไม่ชอบสอนตามเนื้อหาให้ไปท่องกันเยอะๆ เพราะสอบเสร็จก็หายหมดแล้ว แต่ผมจะพยายามหากิจกรรมให้เขาทำมากกว่า”

และการได้ออกภาคสนามกับเด็กๆ ก็เป็นความสุขของอาจารย์ด้วย

สนุกทุกวันที่ไม่ต้องเข้าห้องประชุม ได้ออกมาขุด ได้ทำงานอยู่ที่ศูนย์ก็มีความสุข ยิ่งเวลาเราพาเด็กๆ ไปเข้าพื้นที่พาไปขุดแล้วเขาได้เจอ อย่างครั้งก่อนเจอเล็บไดโนเสาร์เหมือนในหนัง ตาของเค้าจะเปล่งเป็นประกาย การเห็นความดีใจหรือแววตาที่เป็นประกายของเด็กก็ทำให้เราความสุข มีแรงทำงานได้

“เวลาที่เด็กๆ ได้ไปขุดไปเจอฟอสซิลเข้าก็แฮบปี้สนุกสนาน บางคนบอกว่า มันไม่เสี่ยงหรือที่พาเด็กไปขุดพื้นที่จริง ไม่กลัวเสียหายหรือ ซึ่งกระดูกนี่ต่อให้เราขุดเอง มันก็มีโอกาสเสียหายเหมือนกัน แต่เราก็ซ่อมได้ แล้วยังเป็นการฝึกให้เขามีความระมัดระวัง และใจเย็นมากขึ้นด้วย สิ่งที่เราได้กลับมา มันช่วยกระตุ้น เป็นแรงบันดาลใจให้เด็กๆ ซึ่งต่อไปอาจจะมาเป็นด็อกเตอร์ด้านบรรพชีวิน ผมว่ามันคุ้มค่านะ”

ฟอสซิลไดโนเสาร์ที่พิพิธภัณฑ์สิริธร

 

Do NOT follow this link or you will be banned from the site!