บทความรายเดือน:

ความสุขของนักเสริมพลังการเรียนรู้เพื่อครูปฐมวัย

ครูเปรียบเสมือนแม่คนที่สองของเด็ก  ครูคนแรกที่เด็กได้เจอหลังจากผละจากอ้อมอกแม่คือครูศูนย์พัฒนาเด็กเล็กหรือครูโรงเรียนอนุบาล  ครูคนนี้ต้องมีคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ “ความรู้” แต่ต้องมี “ความรัก” และ “ความเข้าใจ” พัฒนาการของเด็กในช่วงปฐมวัยมากที่สุด  ทว่า ในสายตาของคนทั่วไปอาจมองเห็นครูเด็กเล็กเป็นเพียงพี่เลี้ยงที่ทำให้เด็กกินอิ่มนอนหลับไปวันๆ เท่านั้น ครูหลายคนจึงขาดโอกาสในการเสริมศักยภาพที่ซ่อนอยู่ภายใน ทว่าในสายตาของสรวงธร นาวาผล และสายใจ คงทนกลับไม่ได้มองเช่นนั้น ทั้งคู่มองเห็น “พลังความรักในอาชีพครู” ที่ซุกซ่อนอยู่ในหัวใจ และเชื่อว่าหากมีกระบวนการเสริมศักยภาพครูปฐมวัยที่กระตุ้นให้ครูสามารถ “คิดต่างอย่างสร้างสรรค์” ได้ด้วยตนเองหรือมีเครือข่ายครูปฐมวัยให้เรียนรู้ร่วมกัน ครูจะกลายเป็น “ขุมพลังแห่งการเรียนรู้” ที่ทำให้เด็กเติบโตเป็นอนาคตของชาติต่อไปอย่างมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น

สรวงธร นาวาผล และสายใจ คงทน  ทั้งคู่ทำงานภายใต้องค์กรสาธารณประโยชน์ที่ชื่อว่า Wearehappy ในตำแหน่งผู้อำนวยการและผู้จัดการโครงการมีประสบการณ์ในการทำงานบริหารจัดการและพัฒนาศักยภาพบุคคลมานานหลายสิบปี หรือที่ครูศูนย์เด็กเล็กมักเรียกว่า “ป้าการ” และ “พี่ไก่” คือ พี่เลี้ยงผู้ริเริ่มโครงการ “มหัศจรรย์สื่อสร้างสรรค์ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 3 ดีวิถีสุข (สื่อดี พื้นที่ดี ภูมิดี)” ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2557 - ปัจจุบัน (พ.ศ.2562) ตลอดระยะเวลาห้าปี  โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมศักยภาพครูศูนย์พัฒนาเด็กเล็กทั่วประเทศผ่านการให้ทุนจำนวนหนึ่งและการพัฒนาเพิ่มทักษะตลอดระยะเวลาการดำเนินโครงการสิบสองเดือน ภารกิจของพี่เลี้ยงไม่ได้แค่ฝึกอบรมอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมของโรงแรมเท่านั้น หากยังต้องเดินทางลงพื้นที่ตามศูนย์เด็กเล็กต่างๆ ทั่วประเทศซึ่งได้รับทุนปีละประมาณ 100 แห่งให้ได้มากที่สุด   ปัจจุบันโครงการนี้ได้สร้างเครือข่าย “ครอบครัวครูมหัศจรรย์ทั้งสี่ภาค” ที่สามารถแลกเปลี่ยนความรู้ในการทำสื่อสร้างสรรค์ผ่านการอบรมสัมมนา รวมทั้งการสื่อสารออนไลน์ร่วมกัน จนศูนย์เด็กเล็กที่ได้เข้าร่วมโครงการเกิดความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น รวมทั้งตัวครูเองก็เกิดความเปลี่ยนแปลงในตัวครูอย่างเห็นได้ชัด จากเดิมที่ครูบางคนยอมรับว่าทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม รอเวลาส่งเด็กกลับบ้าน กลายเป็นครูที่ทำงานต่อถึงมืดค่ำและวันหยุดก็ยังมาทำงานเพื่อเตรียมสื่อสนุกๆ ให้เด็กๆ

อ่านต่อ...

ความสุขจากการถ่ายภาพธรรมดาที่ไม่ธรรมดา

 โลกยุคดิจิทัลทุกวันนี้ทำให้ทุกคนกลายเป็นช่างภาพกันแทบจะทุกอิริยาบถกันเลยทีเดียว แต่ถ้าเราสังเกตให้ดีจะพบว่า ภาพถ่ายส่วนใหญ่ที่เราถ่ายมักจะ “ถูกจัดวาง” ทั้งท่วงท่านายแบบนางแบบ หรือองค์ประกอบฉากเพื่อความสวยงาม ถ้าไม่ถูกใจก็จะกดถ่ายใหม่กันได้ทันที ภาพถ่ายเหล่านี้จึงถูก “ปรุงแต่ง” ด้วยความรู้สึกของช่างภาพจนกว่าจะพอใจ ทว่า หากใครได้ลองฝึกถ่ายภาพแบบ Contemplative Photography หรือภาพถ่ายที่ “ไร้การปรุงแต่ง” ดูแล้วละก็  คุณจะได้สัมผัสกับความรู้สึกถ่ายภาพในมุมใหม่และภาพถ่ายที่ดูเหมือนธรรมดาจะกลายเป็นภาพถ่ายที่ไม่ธรรมดาไปได้เช่นกัน

อาจารย์นิตยา เกษมโกสินทร์ เป็นคนหนึ่งที่หลงใหลการถ่ายภาพแนวนี้มานานหลายปี แม้ว่าอาชีพหลักจะไม่ได้สอนถ่ายภาพ แต่เป็นอาจารย์ภาควิชาวิทยาศาสตร์สื่อความหมายและความผิดปกติของการสื่อความหมาย คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล  ถ้าใครเห็นภาพถ่ายของอาจารย์ก็มักจะร้องว้าว... เพราะเป็นการถ่ายภาพที่ “ไร้การปรุงแต่ง” แต่ทุกภาพสะท้อนถึงมุมมองอันแตกต่างที่คนทั่วไปไม่เคยสังเกตหรือมองไม่เห็นความงามที่ซ่อนอยู่ในภาพตรงหน้า

อ่านต่อ...

เสกโรคซึมเศร้าให้เป็นรอยยิ้มด้วยกิจกรรมมนตร์อาสา

เพราะเริ่มไม่มีความสุขกับการใช้ชีวิต ทิพย์ชยพล ปารีณาพัฒน์นรีหรือ คุณเน จึงรวมกลุ่มทำงานจิตอาสา เหมือนที่เคยทำกิจกรรมสมัยเป็นนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในช่วงแรกยังไม่ได้มุ่งเน้นกิจกรรมใดเป็นพิเศษ จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมีโอกาสเข้ารับการอบรมที่จัดโดยธนาคารจิตอาสา

“ตอนนั้นผมเป็นโรคซึมเศร้าเนื่องจากครอบครัวมีปัญหา  ผมรู้สึกว่าชีวิตเริ่มดีขึ้นหลังจากได้ไปทำกิจกรรมจิตอาสา เพราะทำให้รู้สึกว่าเราเริ่มมีคุณค่าเพิ่มขึ้น รู้สึกว่าจิตอาสาช่วยชีวิตเราได้ เลยตั้งกลุ่มมนตร์อาสาขึ้นมาเพราะรู้สึกว่าการทำงานอาสาเป็นเหมือนเวทมนตร์ที่ช่วยบำบัดคนที่เป็นซึมเศร้าหรือคนที่มีภาวะความเครียดในสังคมปัจจุบันให้มีความสุขมากขึ้นได้เพราะไม่ได้คิดหมกมุ่นแต่เรื่องของตนเอง”

อ่านต่อ...

สุขกายสุขใจวัยเกษียณ

สังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุมากขึ้นเรื่อยๆ ปัญหาของผู้สูงอายุที่พบร่วมกันคืออาการเจ็บป่วย รวมไปถึงโรคซึมเศร้าเพราะลูกหลานต่างมีภาระหน้าที่หรือโลกส่วนตัวบนหน้าจอมากเกินไป  ผู้สูงวัยจึงต้องหากิจกรรมทำร่วมกันเพื่อผ่อนคลายเหงา รวมไปถึงการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับวัย เพราะจะทำให้ไม่ต้องเป็นภาระกับลูกหลานมากเกินไป สำหรับผู้สูงวัยบางคนอาจใช้เวลาว่างเป็นจิตอาสาตามองค์กรต่างๆ เพื่อให้ชีวิตที่เหลืออยู่มีคุณค่ามากยิ่งขึ้น ดังเช่น สุรีย์ นาวีเรืองรัตน์ หรือคุณเจี้ยบ ครูสอนออกกำลังกายแบบเต้าเต้อจิง ณ ศูนย์ผู้สูงอายุ จังหวัดนนทบุรี ที่นี่มีเพื่อนวัยเดียวกันมากมายให้พูดคุยกันคลายเหงาและกลายเป็นแก๊งเพื่อนสนิทไปไหนไปกันทำให้ชีวิตไม่เหงาเกินไปนัก

อ่านต่อ...

อาจารย์รุ่นใหม่สนใจจิตตปัญญา

จิตตปัญญาศึกษาชื่อนี้ฟังดูเข้าใจยากและห่างไกลคนหนุ่มสาวที่อยู่ในวัยแสวงหาความรื่นรมย์ในชีวิต ทว่าสำหรับอาจารย์หนุ่มรุ่นใหม่ ดร.สุปรียส์ กาญจนพิศศาล หรืออาจารย์แบต กลับเลือกสมัครเป็นอาจารย์ประจำศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล แทนการสอนสาขาที่ดูทันสมัยใกล้ชิดกับสังคมยุคใหม่มากกว่านี้

 “ผมเริ่มสนใจด้านนี้มาตั้งแต่ยังเด็ก เพราะคุณพ่อคุณแม่ปฏิบัติธรรม “สนใจเองด้วยแล้วก็พ่อกับแม่ด้วยครับ ที่บ้านก็จะสวดมนต์นั่งสมาธิ ฟังธรรม เราก็ติดรถไปที่วัดบ่อย ๆ เกิดความสนใจว่าการปฏิบัติธรรมมันดียังไง เริ่มจากตอนที่ไปบวชเณร พอสึกออกมาก็มาไล่อ่านหนังสือกฎแห่งกรรม พออ่านหนังสือพุทธศาสนาก็เกิดความอยากรู้ว่าแต่ละศาสนาสอนยังไง เกิดการขยายความสนใจจากการอ่านหนังสือ”

อ่านต่อ...

ความสุขของอาจารย์สอนภาษาไทยยุคสังคมดิจิทัล

หากถามคนเป็นครูว่าความสุขในชีวิตของการเป็นครูอยู่ที่ไหน คำตอบของคนส่วนใหญ่น่าจะออกมาในทางเดียวกัน คือการได้เห็นลูกศิษย์ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน แต่ความสุขของ ครูเมย์ หรือ ดร.ชนกพร พัวพัฒนกุล อาจารย์ประจำสาขาวิชาภาษาไทย คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มีมากกว่านั้น 

“ความสุขของเราคือการที่ได้มอบประสบการณ์ในห้องเรียนที่ดี ที่น่าจดจำให้เด็ก บางคนเมื่อเวลาผ่านไปเขาอาจจะจำเรื่องที่เรียนไม่ได้ แต่เขายังจำเรื่องราวในห้องเรียนและจำวันที่เขาเรียนเรื่องนั้นได้ จำได้ว่าเขาทำอะไร ถามอะไร คิดอะไร และรู้สึกอย่างไร อันนี้คือความสุขเกิดจากการใช้เวลาเรียนส่งมอบคุณค่าบางอย่างให้เด็กของเรา ความสุขอีกอย่างหนึ่งคือการได้เป็นที่พักพิงทางใจให้เด็กๆ ที่ผ่านมาเราเลือกใช้พื้นที่ในสื่อสังคมอย่างเฟซบุ๊กหรือทวิตเตอร์ถ่ายทอดเรื่องราว ความคิด และมุมมองของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา หลายครั้งก็จะแบ่งปันเรื่องที่เราทำผิดพลาดไปและได้เรียนรู้ เล่าในเชิงขำๆ ไม่ได้ระวังรักษาภาพลักษณ์อะไร แต่ก็พยายามจะสื่อสารอย่างสุภาพนะ (หัวเราะ) จนตอนหลังมาพบว่าการที่เราเป็นครูที่ไม่สมบูรณ์แบบนี่ ทำให้เด็กกล้าที่จะเดินเข้ามาหาเรามากขึ้น บางคนเรียนจบไปหลายปีแล้วมีปัญหากลุ้มใจเล่าอะไรให้ใครฟังไม่ได้เลย วันหนึ่งเขาทักถามมาในกล่องข้อความตอนดึกมากแล้วว่า อาจารย์ผมขอคุยได้ไหมผมไม่ไหวแล้ว เออ อย่างน้อยในวันที่เขาไม่มีใคร เขายังรู้สึกว่าเราเป็นคนหนึ่งที่เขาไว้ใจ การที่มีคนให้เกียรติเรา ให้เราเป็นคนที่ได้รับฟังเขา นี่คือความสุขอีกรูปแบบหนึ่ง”

อ่านต่อ...