บทความรายเดือน:

เปิดโลกการเรียนรู้ธรรมะและธรรมชาติแบบไร้พรมแดน

“ฉันรักธรรมชาติมาตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่จำความได้ฉันก็รู้สึกว่าตัวเองใช้เวลากับกิจกรรมกลางแจ้งตลอดเวลา เพราะฉันชอบสำรวจธรรมชาติ ค้นพบสิ่งใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นพืชหรือสัตว์ฉันมักสงสัยว่าสัตว์ป่าอยู่กันอย่างไร ฉันชอบพืชพันธุ์ที่เกิดจากธรรมชาติมากกว่าพืชที่ปลูกขึ้นโดยมนุษย์ ” Lynne Myers  หรือ “ลีน” หญิงชาวอเมริกันผู้หลงรักธรรมชาติเล่าประสบการณ์วัยเด็กในรัฐแมรี่แลนด์ ประเทศสหรัฐอเมริกาให้เราฟัง ครอบครัวเธออาศัยอยู่ชานเมืองจนกระทั่งเธออายุได้เก้าขวบ จึงย้ายไปอยู่ที่บ้านในชนบทท่ามกลางป่าเขาที่ยังบริสุทธิ์ทำให้เธอมีโอกาสสัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิด และใช้ธรรมชาติช่วยเยียวยาบาดแผลในใจอันเกิดจากสมาชิกในครอบครัวเกือบทุกคนมีความผิดปกติทางจิตประสาทและอารมณ์(mental disorder)กล่าวคือ แม่เป็นไบโพล่าร์ ส่วนพี่น้องสามคนเป็นโรคเครียด “ทุกครั้งที่มีเรื่องไม่สบายใจ ฉันจะเลือกอยู่กับธรรมชาติ ฉันรู้ว่าธรรมขาติดูแลฉัน ทำให้ฉันรับมือปัญหาต่างๆ ไปได้ด้วยดี เวลาถึงฤดูใบไม้ผลิ ฉันจะชอบออกไปดูดอกไม้ป่าผลิบานและทักทายกับดอกไม้” ลีนเล่าเหตุการณ์ประทับใจวัยเด็กที่ยังแจ่มชัดมาจนถึงทุกวันนี้ว่า เธอมักชอบปีนป่ายขึ้นไปนั่งเล่นบนต้นไม้จนครั้งหนึ่งเธอได้เฝ้าดูครอบครัวหมาป่าที่พ่อแม่ออกไปหาอาหารและนำกลับมาป้อนลูกๆ ด้วยตาตนเอง “พวกมันก็ไม่ได้ระแวงที่ฉันนั่งดูบนต้นไม้ จนฉันรู้สึกราวกับเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวหมาป่าไปเลย” ลีนกล่าวด้วยรอยยิ้ม ด้วยความรักธรรมชาติอยู่ในสายเลือดมาตั้งแต่เด็ก เมื่อเข้าเรียนมหาวิทยาลัยเธอจึงเลือกเรียนเกี่ยวกับระบบนิเวศน์ เมื่อเรียนจบได้ทำงานเป็นอาจารย์เธอก็ทำหน้าที่ออกแบบหลักสูตรปริญญาโทให้กับมหาวิทยาลัยไมอามี่ ซึ่งสามีของเธอก็เป็นอาจารย์สอนในสาขาชีววิทยาที่มหาวิทยาลัยเดียวกัน นอกจากนี้เธอยังสนใจศึกษาแนวคิดทางพุทธศาสนาที่เชื่อมโยงกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เธอจึงพานักศึกษาจากดินแดนตะวันตกจำนวน 20 คนมาสำรวจธรรมชาติในประเทศไทยเป็นระยะเวลาสิบวันติดต่อมากันมานานนับสิบปี “สถานที่เป้าหมายหลักของเรา คือ เขาใหญ่ แต่ระหว่างทาง เราแวะที่ รพ.อภัยภูเบศร์ เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับการรักษาด้วยสมุนไพรพื้นบ้าน และเชื่อมโยงให้เห็นว่าชาวบ้านที่หันมาปลูกสมุนไพรที่ปราศจากสารเคมีช่วยรักษาผืนดินและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่อย่างไร เราเปิดโอกาสให้นักศึกษาพูดคุยกับเกษตรกรที่เลิกใช้สารเคมีว่าส่งผลดีกับสุขภาพอย่างไร”  หลังจากจากนั้นลีนจึงพานักศึกษาเข้าไปสัมผัสธรรมชาติที่เขาใหญ่ โดยมีทีมนกเงือกของ ดร.พิไล พูลสวัสดิ์ ช่วยเป็นพี่เลี้ยงในการพาเดินป่าและเชื่อมโยงให้เห็นว่าแนวคิดทางพุทธศาสนากับการอนุรักษ์ธรรมชาติเกี่ยวข้องกันอย่างไร ซึ่งนักศึกษาจะได้รับประสบการณ์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติระหว่างการเดินป่า ลีนมักแนะนำให้ทุกคนได้สัมผัสกับดิน น้ำ ก้อนหินด้วยผัสสะในร่างกายมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ทั้งการดมกลิ่นใบไม้  การมองสีเขียวของผืนป่า และการฟังเสียงแมลงเล็กๆ หรือเสียงน้ำตกดังสะท้านป่า หลังจากนั้นจึงเปิดโอกาสให้นักศึกษาแบ่งปันประสบการณ์สู่กันฟัง เมื่อเดินทางไปถึงกลางป่าที่เงียบสงบ ลีนจะให้ทุกคนได้สัมผัสธรรมชาติตามลำพังประมาณสามชั่วโมงโดยไม่ให้พกมือถือ หนังสือ กล้องถ่ายรูป หรือกล้องส่องทางไกลติดตัวไป เพื่อให้พวกเขามีสมาธิจดจ่ออยู่กับธรรมชาติอย่างแท้จริง โดยทุกคนจะได้รับการสอนให้ทำสมาธิหลายแบบ ทั้งแบบการเคลื่อนไหว 14 จังหวะตามแนวหลวงพ่อเทียน แบบตามดูลมหายใจเข้าออก และการเดินจงกรม ลีนบอกว่า ช่วงเวลานี้นับเป็นประสบการณ์สำคัญที่นักศึกษาส่วนใหญ่ยังไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน เพราะส่วนใหญ่ทุกคนจะอยู่กับเทคโนโลยีในเมืองใหญ่มากกว่าธรรมชาติ

มันเป็นโอกาสที่เราจะเปิดตัวเองสู่ธรรมชาติ มันทรงพลังมาก ราวกับเรากำลังทำสมาธิกับธรรมชาติ เพราะการปล่อยให้เขาได้อยู่ตามลำพังจะทำให้เขาได้ยินเสียงธรรมชาติชัดเจนมากขึ้น ความสุขของฉัน คือ การได้เห็นนักศึกษาสามารถเชื่อมโยงกับธรรมชาติ ได้สัมผัสธรรมชาติที่แตกต่างจากในอเมริกา นศ.ส่วนใหญ่ที่มาเรียนคลาสนี้มีพื้นฐานรักธรรมชาติอยู่แล้ว ฉันดีใจที่พวกเขาได้เชื่อมโยงตนเองจนเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ มากกว่าการแค่เฝ้ามองดูธรรมชาติจากภายนอก
ลีนเล่าประสบการณ์ตอนอายุสิบขวบให้ฟังว่า เธอเคยปีนต้นไม้เพื่อนั่งมองดูพระอาทิตย์ตกดิน ช่วงเดินกลับบ้านเธอหันหลังกลับไปดูพระอาทิตย์ตกมองย้อนกลับไปผ่านทุ่ง ท้องฟ้า แสงสุดท้าย นาทีนั้นเธอสัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่และทรงพลังของธรรมชาติจนรู้สึกว่าไม่มีตัวตนของเธออยู่ในนั้น เธอกลายเป็นส่วนหนึ่งของท้องฟ้าอันกว้างใหญ่จริงๆ หญิงสาวจากดินแดนตะวันตกผู้หลงรักประเทศไทยมายาวนานนับสิบปีกล่าวถึงความเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อมในเมืองไทยที่เธอเห็นชัดเจนคือ สภาพอากาศที่ไม่เหมือนเดิม           “ปกติฉันมาอยู่เมืองไทยปีละสองถึงสามเดือน สิ่งที่เห็นความเปลี่ยนแปลงคือ สภาพอากาศ เมื่อสองปีที่แล้ว ฉันกลับไปที่เขาใหญ่และต้องตกใจว่า เสียงน้ำตกที่เคยดังก้องป่าเงียบหายไป ฉันถามคนขับรถว่าทำไมเสียงเงียบจัง คนขับบอกว่า สภาพอากาศปีนั้นแห้งแล้งมากจนทำให้ไม่มีน้ำตกเหมือนทุกปี  ฉันรู้สึกเลวร้ายมากที่ได้ยินแบบนั้น ฉันรักเมืองไทยมาก ฉันรู้สึกเหมือนเป็นบ้านหลังที่สองของฉัน ถ้ามีโอกาสก็อยากกลับมาทุกปี”         ทุกวันนี้ลีนยังคงเดินเข้าป่าอยู่เป็นประจำเพราะเธอรู้สึกว่าธรรมะและธรรมชาติเป็นหนึ่งเดียวกัน การได้เรียนรู้ธรรมะสอนให้เธอใกล้ชิดกับธรรมชาติมากยิ่งขึ้น รวมทั้งธรรมชาติยังเป็นครูสอนให้เธอมองสิ่งต่างๆ ในแง่บวก “ยิ่งฉันใช้เวลากับธรรมชาติมากเท่าไหร่ ฉันยิ่งรับรู้ความจริงมากขึ้นเท่านั้น เวลาที่อยู่กับธรรมชาติทำให้ฉันคิดได้ว่าสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวและความเลวร้ายต่างๆ ที่เราเจอนั้นเป็นแค่เรื่องเล็กน้อยที่มาแล้วก็ไป เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรเอามาเป็นอารมณ์ ธรรมชาติสอนให้ฉันมองโลกในแง่ดี ไม่มีอะไรยิ่งใหญ่ไปกว่าการได้สัมผัสธรรมชาติ ฉันรู้สึกผ่อนคลาย มีความเบิกบาน ความสงบ มันเป็นสิ่งวิเศษมาก” ขอบคุณภาพจากวิเศษ บำรุง

เรียนรู้วิทยาศาสตร์แสนสนุกกับครูชาลี

เมื่อนึกถึงห้องเรียนวิทยาศาสตร์ทุกคนคงจินตนาการภาพห้องแล็บ มีหลอดแก้วทดลอง กล้องจุลทรรศน์ แต่ “ห้องเรียน” วิทยาศาสตร์สำหรับเด็กมัธยมของครูชาลี มโนรมณ์ แห่งโรงเรียนรุ่งอรุณ โรงเรียนทางเลือกแถวหน้าของเมืองไทยกลับเป็นสายน้ำ ภูเขา ท้องทะเล ผืนทราย และโลกใบใหญ่รอบตัว นักเรียนของครูชาลีต้องแบกเป้หนักอึ้งเพื่อเดินทางหลายร้อยกิโลเมตรร่วมไปกับขบวนธรรมยาตราเพื่อเรียนรู้ปัญหาสิ่งแวดล้อมระหว่างเส้นทาง เด็กวัยรุ่นที่เคยชินกับโลกออนไลน์ต้องถูกตัดขาดจากโทรศัพท์มือถือเพื่อนอนหลับในเต้นท์ท่ามกลางป่าเขา มองดูท้องฟ้าและหมู่ดาวแทนแสงสีฟ้าจากจอมือถือ พวกเขาได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์จาก “โลกใบใหญ่” พร้อมกับเรียนรู้ “โลกใบเล็ก” ฟังเสียงหัวใจของตนเองไปพร้อมๆ กัน สิ่งที่ครูชาลีสอนลูกศิษย์จึงไม่ใช่ “ความรู้” หากเป็น “การเรียนรู้” ที่ไม่มีวันสิ้นสุด โดยมีครูเป็น “เพื่อนร่วมทาง” มิใช่ “ผู้สอนสั่ง” ให้ปฏิบัติตามเพียงอย่างเดียว อ่านต่อ...

ดูแลหัวใจตัวเองกับนักจิตวิทยาชาวอเมริกัน

“เวลาที่เพื่อนเราทำผิดพลาด เรายังให้กำลังใจเขา แต่ทำไมเราจะให้อภัยและให้กำลังใจตัวเองเวลาที่ตัวเราทำพลาดบ้างไม่ได้ล่ะ” Benjamin Weinstein หรือ “เบน”  นักจิตวิทยาชาวอเมริกันกล่าวถึงเป้าหมายของการอบรมเรื่อง “การให้ความเมตตาต่อตนเอง” ซึ่งจัดขึ้นเป็นพิเศษให้กับกลุ่มคนทำงานจิตอาสาหรือคนทำงานด้านสังคมในเมืองไทยมาตั้งแต่ปี 2560 ที่ผ่านมา เขากล่าวถึงเหตุผลที่อยากจัดอบรมให้กลุ่มคนทำงานตรงนี้ว่า คนทำงาน “เพื่อคนอื่น” มักละเลยการดูแลหัวใจตนเอง จนทำให้ขาดความสุขในการทำงานเพราะมักคาดหวังว่าตนเองควรช่วยเหลือคนให้ได้มากกว่าที่เป็นอยู่    อ่านต่อ...