สร้างสติ ชำระล้างกิเลสกับงานอาสา

ชมรมคนอาสา (Volunteer Club Thailand) คือ กลุ่มคนที่รวมตัวทำกิจกรรมอาสา คุณต๊ะ หัทยา อารีย์การเลิศ อดีตผู้บริหารบริษัท ทรู คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) เป็นผู้เริ่มก่อตั้งชมรมขึ้นมาพร้อมกับเพื่อนๆ อีก 3 คน เริ่มตั้งชมรมตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 มีสมาชิกชมรมหลายร้อยคน ร่วมอาสาทำกิจกรรมหลากหลาย อาทิเช่น ปลูกป่า ปลูกต้นไม้ ก่อสร้างทาสีอาคารโรงเรียน องค์พระพุทธรูป เจดีย์ในวัด ฝายกั้นน้ำในป่า เป็นต้น

จุดเริ่มตั้งชมรมคนอาสา

ในสมัยที่เรียนจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำชมรมค่ายอาสาพัฒนาชาวไทยภูเขา โดยเข้าไปสร้างเข้าไปสอนชาวไทยภูเขา ไปอยู่บนภูเขาสูงเป็นเดือน จบการศึกษาแล้วไม่ได้ทำต่อแต่ความรู้สึกอยากช่วยยังอยู่ในตัวเรา จนช่วงเกิดเหตุการณ์สึนามิ เห็นคนที่เขาทุกข์ใจ มีลูกน้องที่ทำงานสูญเสียคุณแม่และน้องสาวในเหตุการณ์นั้น ภาพเหตุการณ์กระทบใจเรามาก อยากไปช่วยคนที่อยู่ตรงนั้น ตอนนั้นมีผู้เสียชีวิตเป็นหมื่น ต้องการคนอาสาที่จะดูแลเรื่องศพและเสาะหาคน ตอนนั้นบริษัทได้ร่วมช่วยเหลือ แต่การช่วยเหลือแบบนั้นยังไม่ใช่สำหรับเรา ตอนที่ตามข่าวยังไม่มีคนลงไปช่วย เขาต้องการคนจำนวนมากไปช่วย แต่ไม่มีใครไปช่วยไปทำอย่างคุณหมอพรทิพย์ ทำให้เกิดความคิดว่าอยากจะทำชมรม แต่ยังไม่ได้ทำ

ต่อมาชวนรุ่นพี่ที่เคยอยู่ค่ายอาสาด้วยกันในสมัยเรียนร่วมก่อตั้งชมรม ตอนเริ่มก่อตั้งชมรมขึ้นมาช่วงนั้นไม่มีคนทำเลย ไม่มีคนที่ทำจิตอาสาแบบนี้ หมายถึงไม่ค่อยมีคนจากบริษัทมาทำ มีแต่กลุ่ม Red Bull Spirit ตอนนั้นพึ่งเริ่มนิดๆ หน่อยๆ เริ่มชมรมโดยไม่มีทุน อาสาทุกคนออกเงินเอง ต้นไม้ รถตู้ ค่าใช้จ่ายทั้งหมดหารกันเองหมด จะคำนวณหารออกมาเป็นต้นทุน ตอนแรกๆ ไม่เงินสนับสนุนเลย

 

งานอาสาปลูกป่าครั้งแรก

เริ่มจากการปลูกป่าชายเลน ตอนนั้นออกแนวโหดมันฮา เพราะว่าปลูกป่าชายเลนความลึกโคลนมีหลายระดับ คนอาสาลงไปปรากฏว่าลึกเท่าอก จมลงโคลนไปต้องช่วยตัวเอง ครั้งนั้นทำให้ได้ทีมงานมาทำงานชมรมเยอะ มองเห็นคนตั้งใจทำงานจากงานแรกเพราะเป็นงานหนัก ทำให้มองออกคัดคนเข้ามาช่วยกันมาทำชมรม

ช่วงแรกๆ ที่ทำชมรม ไม่ได้ยึดว่าต้องเป็นคนจากบริษัท ส่วนใหญ่ก็เป็นเพื่อนของเพื่อน ลูกของเพื่อน ภรรยาของเพื่อน เริ่มจากคนรู้จัก จากนั้นตั้งกรรมการดูแลจัดคน คนนี้ทำการเงิน คนนี้ทำกิจกรรม คนนี้อยู่ Call center ตั้งใจทำให้มีหลายๆ หน่วย เป็นกิจกรรมที่ชวนเพื่อนใครก็ได้ ไม่ต้องเป็นคนในบริษัท จะเห็นได้ว่าครึ่งหนึ่งเป็นคนในบริษัทอีกครึ่งหนึ่งไม่ใช่ ทำแล้วสนุกเพราะน้องๆ ที่บริษัทเป็นวัยรุ่น ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ มีงานหลากหลาย อาสาพาทำดี อาสาพาทำบุญ อาสาสร้างวัด

 

งานจิตอาสา ช่วยชำระล้างกิเลส

งานจิตอาสาที่ชมรมทำมีหลายโครงการมาก บางปีมีเป็น 20 โครงการ งานสนุกตรงที่ทำแล้วมีคนมาช่วย จัดเฉพาะเสาร์อาทิตย์ แต่มีบ่อย มีการเตรียมงานต้องไปสำรวจก่อนทุกครั้งทุกสถานที่ เพราะเราพาคนไป

สิ่งที่สำคัญคือ ตอนแรกนึกว่างานจิตอาสาง่าย แต่พอต้องสละเวลาของเราไปทำงานนี้ จากเดิมให้เวลาลูกเต็มที่ พอมาเริ่มสละตรงนี้กลับรู้สึกว่าสละกิเลสในใจเราไปเรื่อยๆ การทำจิตอาสาอย่างนี้ไม่มีอะไรตอบแทน ในแง่ทางโลกโดยทั่วไปเราไม่ได้อะไร การไปสำรวจพื้นที่แต่ละครั้งต้องไปเตรียมงาน ไปดูชาวบ้านในหมู่บ้านชนบท ต้องใช้เงินตัวเอง เราให้เขาไปไม่มีอะไรตอบแทนนอกจากน้ำใจและความอบอุ่นใจ เวลาเห็นอาสามีความสุขมันเป็นพลังที่กลับคืนมา

ตอนไปเตรียมงานจะเห็นเลยว่าต้องสละเวลาส่วนตัวทุกสิ่งทุกอย่าง แต่นั่นเป็นจุดเริ่มต้น พอสละเงินได้สละเวลาได้ก็เริ่มสละกิเลสได้ ตัวอย่างกิเลสเช่น พื้นฐานตัวเองเป็นผู้บริหารสั่งอย่างเดียว อย่างแค่ปลูกต้นไม้ สมัยก่อนบริษัทพาไปปลูกต้นไม้ก็ไม่ได้ทำเอง ตอนทำกิจกรรมก็จะสั่ง พอมาทำตรงนี้ พอลงมือทำ มือเท้าเปื้อนดินไม่มีความสวยงาม ก็ชะล้างกิเลสออกไปจากตัวเรา ยิ่งเหงื่อออกเยอะเท่าไหร่คือกิเลสของเราออกไปเท่านั้น มันละตัวตนสำหรับเรา จนกระทั่งถึงจุดที่ลาออกจากงานเป็นอะไรที่ละอะไรหลายๆ อย่างมาก

งานจิตอาสาเป็นงานอาสาส่วนหนึ่ง ที่เหลือเป็นการปฏิบัติธรรม มันทำให้ละสิ่งที่ทางโลกเห็นว่าดี แต่ก็มีหลายจุดที่เห็นว่างานจิตอาสาชะล้างกิเลส จริงๆ น้องบางคนไม่เคยทำงานจิตอาสามาก่อน แต่เป็นคนดี พอเริ่มมาทำ ทำมาเรื่อยๆ ผ่านวันผ่านเวลามาด้วยกัน หลายคนตอนนี้ก็เริ่มปฏิบัติธรรมแล้ว หลายคนก็เปลี่ยนไปในทางที่ดี

 

เจริญสติในขณะทำงานอาสา

ถามว่าเหนื่อยไหม สำหรับตัวเองไม่เหนื่อย การทำงานเหล่านี้ทำให้มีความสุข มีพลังในการที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง ตอนนี้ฝึกเจริญสติแบบเคลื่อนไหวจะอยู่กับความรู้สึกตัว ความร้อนจะเบาบาง เราจะไม่อยู่กับความคิด แดดร้อนอยู่กลางแดดมันเป็นการฝึก มันก็รู้สึกแต่ปรุงน้อยลง พอปรุงน้อยลงมันก็จะพัฒนาจิตใจของเรา

เหมือนคำสอนหลวงพ่อกล้วยสอนลูกศิษย์ คือฐานกายสำคัญมาก ยิ่งเจอกับความทุกข์ แดดร้อนเปรี้ยงพวกนี้ มันจะปรุงหลายๆ อย่าง ถ้าเราอยู่กับความรู้สึกตัว เราจะอยู่กับมันได้ เป็นการฝึกเลย สมมุติถ้าเราใกล้จะตาย อารมณ์พวกนี้จะขึ้นมาหมด ความเบื่อ ความรู้สึกอะไรแบบนี้ ถ้าเราทนพวกนี้ได้โดยไม่ต้องทน เราจะอยู่กับมันได้โดยไม่ต้องทน แรกๆ เริ่มจากทนก่อน หลังๆ จะอยู่กับทุกข์โดยไม่ทุกข์ อยู่สบายๆ เป็นปกติ ยิ่งฝึกหนักยิ่งดี เพราะเวลาเราใกล้จะตาย หรือพลาดไปเจอทุกข์เช่นต้องนอนบนเตียง สิ่งเหล่านี้จะช่วยเราได้หมด ยิ่งได้ทำยิ่งเป็นการฝึก

ปัจจุบันนี้ งานจิตอาสาคือ ชั่วไม่ทำ ดีทำไป ครูบาอาจารย์สอน ‘ชีวิตที่เหลืออุทิศให้พระพุทธเจ้า ชั่วไม่ทำ ดีทำไป’ อย่างนี้คือ ดีทำไป ดีก็ทำแต่ไม่ยึดกับดี ไม่ยึดกับเลว ทำจิตให้ผ่องใส นั่นก็คือหัวใจพระพุทธศาสนา ละชั่ว ทำดี ทำจิตให้ผ่องใส ก็เกิดความเข้าใจมากขึ้นๆ

 


ติดตามชมรมคนอาสา

แชร์เลย~
65
เครือข่ายที่เกี่ยวข้อง
Simple Follow Buttons
Simple Share Buttons
ปิดโหมดสีเทา