ทำไร่ได้ธรรม

เริ่มต้นแบบ ‘เกษตรมั่วซั้ว’ คือลงมือทำไปก่อนเพราะถ้ามัวแต่หาข้อมูลซึ่งมีอยู่มากมายจนศึกษาไม่มีวันหมด ก็อาจจะยังไม่ได้ลงมือทำมันเลย ทำให้ไร่อยู่ดีมีสุขกลายเป็นเหมือนสวนสนุก ที่ได้มาปลดปล่อย ได้พัฒนาตัวเอง ได้ลองผิดลองถูกลองมั่วลองใหม่ เจอทั้งทุกข์และสุขมาตลอดระยะเวลาเกือบ 10 ปี ดอกผลที่ได้จึงไม่ใช่แค่พืชผักผลไม้ให้เก็บกิน แต่เป็นธรรมะที่ค่อยๆ งอกงามขึ้นกลางใจและเรื่องราวดีๆ จากประสบการณ์จริงเพื่อส่งต่อให้ผู้อื่นทั้งคนรอบตัวชุมชนและส่วนรวม

คุณจี จีระพงศ์ พรกุล กรรมการผู้จัดการบริษัทพรีม่าแมเนจเม้นท์ จำกัด และคุณหนุ่ย วีรวรรณ ขอไพบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทไทยสโตเรจแบตตอรี่ จำกัด (มหาชน) คู่สามีภรรยาอารมณ์ดีที่แม้จะเป็นผู้บริหารระดับสูง แต่เริ่มเบื่อชีวิตคนเมืองกรุงจึงจูงมือกันไปเป็นเกษตรกร

และด้วยความเป็นคนรักธรรมชาติชอบเดินป่าเป็นชีวิตจิตใจเมื่อมีโอกาสได้ไปเยือนสถานปฏิบัติธรรม ‘ร่มธรรม’ ต.คลองม่วง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมาตามคำชวนของอาจารย์วรภัทร์ ภู่เจริญ จึงหลงใหลในอากาศอันแสนจะเย็นสบาย 12 องศายามค่ำคืนประกอบกับมีอาจารย์ยักษ์เป็นฮีโร่ในดวงใจ จึงอยากรู้ว่าปราชญ์ชาวบ้านผู้ยึดมั่นในศาสตร์ของพระราชาผู้นี้มีแนวคิดอย่างไร อยากเข้าใจท่านก็ต้องลงมือทำเหมือนที่ท่านทำ จึงตัดสินใจเป็นเจ้าของผืนดินใกล้ๆ ในละแวกนั้น และลงมือสร้างป่าเป็นของตัวเอง

เริ่มต้นจากสร้างบ้านหลังเล็กๆ กะทัดรัดกะทัดรัดตามแนวทางของทั้งคู่คือ ศึกษาดูตัวอย่างพอสังเขปแล้วลงมือทำเลย คิดเองเขียนแบบเองแก้เองเมื่อได้บ้านแล้วก็เริ่มสร้างป่า ในขณะนั้นที่ดินพื้นนี้เป็นไร่อ้อยที่เก็บเกี่ยวเสร็จแล้วกลายเป็นที่โล่งๆ นั่นหมายความว่าป่าผืนนี้เริ่มต้นจากต้นไม้ 0 ต้น และด้วยวิธีคิดแบบคนเมืองที่เคยชินกับการใช้เงินซื้อความรวดเร็วสะดวกสบาย และเพราะความอยากจะมีป่าเขียวๆ ขึ้นให้ทันใจนึก จึงลงทุนซื้อต้นไม้ไปปลูกทีเดียว 1,000 ต้นพร้อมกับพกพาความอยากและความคาดหวังไปเต็มเปี่ยมว่า เราปลูกต้นไม้ต้นไม้ก็ต้องขึ้น แต่ในความเป็นจริงมันไม่ได้ง่ายเหมือนการซื้อของในร้านสะดวกซื้อ ธรรมชาติตอบกลับมาว่า ‘มันไม่ได้เป็นอย่างที่เจ้าคิดหรอก’ การใช้เงินถล่มใช้ไม่ได้ผลกับธรรมชาติเสมอไป ภายใน 1 เดือนต้นไม้ทั้งหมด 1,000 ต้นตายเรียบเหลือรอดเพียง 3 ต้น และนั่นเป็นบทเรียนแรกที่ทำให้เข้าใจประโยคที่เคยได้ยินมาอย่างถ่องแท้ ‘ ผู้ใดโกงธรรมชาติผู้นั้นจะถูกธรรมชาติลงโทษอย่างแสนสาหัส’

บทเรียนแรกไม่ได้ทำให้ทั้งคู่ท้อแท้แม้แต่น้อย แต่กลับคิดปรับเปลี่ยนวิธีโดยเริ่มจากเล็กไปหาใหญ่ และเริ่มแบ่งประเภทต้นไม้ที่จะปลูกลงไปใหม่ ไล่ปลูกต้นไม้ใหญ่เพื่อการใช้งานก่อนเพราะต้องใช้เวลานาน ปลูกต้นไม้กินได้ที่คุณจีเรียกมันว่า ‘ไม้ประแดก’ ไว้รอบๆ บ้านเดินไปเด็ดกินเมื่อไรก็ได้ ปลูกต้นไม้ประดับที่ทั้งสวยงามและใช้ดอกมาทำสมุนไพรได้ด้วย แต่มันยังไม่พอถ้าจะอยู่รอดแบบพึ่งพาตัวเองได้ต้องปลูกข้าว

คุณจีและคุณหนุ่ยยังคงเป็นนักลงมือทำทันทีลองปลูกข้าวแปลงทดลองเล็กๆ แต่เปลี่ยนจากวิถีคนเมืองเป็นวิถีชาวบ้าน ไม่ใช้สารเคมีไม่พึ่งโรงสีช่วยกันทำช่วยกันปลูกช่วยกันเกี่ยวช่วยกันตำ แถมมีหนุ่มสาวหลายคู่มาร้องเพลงเกี้ยวกันเป็นการแสดงโชว์ให้คลายเหนื่อยและในที่สุดก็ได้ข้าวจากนาแรกมาด้วยความภาคภูมิใจ ข้าวสวยร้อนๆ หอมๆ กับแค่ไข่เจียวธรรมดาๆ นั่งกินด้วยกันกลางทุ่งนาแต่มันช่างแสนอร่อยแบบอาหารภัตตาคารก็เทียบไม่ได้เลย เพราะมันเป็นข้าวจานแรกที่ปลูกมาเองกับมือ ทุกขั้นตอนความสุขมันผุดขึ้นกลางหัวใจแบบไม่สามารถอธิบายได้ด้วยคำพูดใดๆ

ธรรมชาติเริ่มให้รางวัลเป็นความสุขกับคนทั้งคู่บางแล้ว แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดยังเข้ามาเป็นบททดสอบให้เรียนรู้อยู่เรื่อยๆ ทั้งไปขุดบ่อน้ำในที่ของคนอื่น เลี้ยงสัตว์สัตว์ก็ตาย ปลูกผักแมลงก็มากินหมดเพราะไม่ใช้สารเคมี พอเริ่มปลูกข้าวแปลงใหญ่ขึ้นข้าวก็เสียหายทั้งแปลง ทั้งคู่ไม่ได้มองมันเป็นความผิดพลาดแต่มองมันเป็นการเรียนรู้ ‘Failure is learning’ และเชื่อว่า ‘สิ่งใดเกิดขึ้นสิ่งนั้นดีเสมอ’

แต่สิ่งที่ทำให้ทุกข์ที่สุดคือเรื่องขาดน้ำ ปีแรกที่ทำไร่ฝนตกมากพอมีน้ำเต็มทุกบ่อก็เริ่มทำนามากขึ้น ปลูกต้นไม้อื่นๆ เพิ่ม ทำทางให้น้ำไหลลงบ่อ ทำฝายเก็บน้ำ แต่ตั้งแต่นั้นมาฝนก็ไม่ตกมาให้เลย ต้นไม้บางต้นออกลูกให้ผลเก็บกินแล้วปีต่อมาก็ยืนต้นตาย ทำไมที่คนอื่นมีน้ำแต่ที่ของเราไม่มี แม้จะมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาช่วยสังเกตการณ์ฝน แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าการรอ ทำให้เข้าใจหัวอกของชาวไร่ชาวนาว่าทุกข์แค่ไหนเวลาต้องนั่งรอฟ้าส่งฝนมาให้ ทุกข์เรื่องฝนทำให้ต้องเรียนรู้การบริหารจัดการน้ำ ทำโคกหนองนาโมเดลขุดคลองไส้ไก่ ปลูกไม้ที่พึ่งพากันและให้ธรรมชาติดูแลกันเอง

เส้นทางการเป็นเกษตรกรของคุณหนุ่ยและคุณจีผ่านทั้งสุขทั้งทุกข์มาไม่รู้กี่ครั้ง จนได้ตกผลึกทางความคิดร่วมกันว่า

ธรรมชาติสอนให้เรียนรู้ความไม่เที่ยง เราไม่สามารถบังคับธรรมชาติได้ แต่เราเรียนรู้ที่จะอยู่กับธรรมชาติอย่างไม่ทุกข์ได้ เราเป็นเพียงผู้ปลูก ธรรมชาติเป็นผู้เลือก หน้าที่เราคือปลูก คนหนึ่งทำเรื่องดินอีกคนทำเรื่องน้ำ เราจะปลูกไปเรื่อยๆ ต้นไม้ตายเราก็ปลูกใหม่ ถ้าเปรียบกับการเจริญสติ เรามีหน้าที่ทำไม่ต้องคิดกังวลถึงความก้าวหน้าในการทำว่าไปถึงไหนแล้ว ทำไปเรื่อยๆ เมื่อถึงเวลามันก็เป็นของมันเอง

ปัจจุบันคุณหนุ่ยและคุณจีทำไร่สร้างป่าแบบไม่มีความอยากและไม่คาดหวัง แต่ทำหน้าที่ให้ดีที่สุดและเดินหน้าเก็บเกี่ยวประสบการณ์ เพื่อวันหนึ่งจะได้ทำหน้าที่ปราชญ์ชาวบ้านเผยแพร่ความรู้ให้เป็นประโยชน์แก่คนคลองม่วง แม้แต่ผืนดินของไร่อยู่ดีมีสุข คนทั้งคู่ก็ตั้งใจยกให้เป็นสาธารณะประโยชน์แก่ดินแดนคลองม่วงที่พวกเขารัก

ไร่อยู่ดีมีสุขคือความสุขของการไม่มีอะไร ไม่เป็นใคร และไม่ต้องการอะไร

 


ติดตามเรื่องราวดีๆ ที่ยังดำเนินต่อไปของคนทั้งคู่ได้จาก Facebook Fanpage คนรักคลองม่วง

แชร์เลย~
0
เครือข่ายที่เกี่ยวข้อง
Simple Follow Buttons
Simple Share Buttons
ปิดโหมดสีเทา